สมาร์ตโฟนเรือธง OPPO Find X9 Series มีสมาชิกใหม่เพิ่มเข้ามาอีก 2 รุ่น ได้แก่ OPPO Find X9s และ OPPO Find X9 Ultra หลังจากทำตลาด OPPO Find X9 และ OPPO Find X9 Pro ในประเทศไทยเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยทีมงาน @flashfly ได้รับ OPPO Find X9 Ultra มารีวิว ซึ่งถือเป็นรุ่นไฮเอนด์ของ OPPO Find X9 Series และอยู่ในตำแหน่งสูงกว่า OPPO Find X9 Pro ดังนั้น ความสามารถที่ OPPO Find X9 Pro ทำได้ดีอยู่แล้ว OPPO Find X9 Ultra จะก้าวข้ามขึ้นไปอีกขั้น โดยเฉพาะด้านการถ่ายภาพระยะไกลที่ได้รับการอัปเกรดอย่างชัดเจนด้วยกล้อง Telephoto แบบคู่ ซูมสูงสุด 10 เท่า นอกจากนี้ ยังมีหูฟังไร้สายรุ่นใหม่มาแนะนำให้รู้จักกันอีกด้วยสำหรับ OPPO Enco Clip2

สเปก OPPO Find X9 Ultra

- จอแสดงผล AMOLED ขนาด 6.82 นิ้ว พร้อมชิป Display P3 Pro
- กล้องหลัง 200MP Main + 200MP 3x Telephoto + 50MP 10x Telephoto + 50MP Ultra Wide + True Color Camera
- กล้องหน้า 50MP Selfie Camera (Samsung ISOCELL JN5)
- ชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 8 Elite Gen 5
- ความจำ RAM LPDDR5X + ROM UFS 4.1 (12GB + 512GB / 16GB + 1TB)
- การเชื่อมต่อ 5G, Wi-Fi 7, Bluetooth 6.0, NFC, USB Type-C (USB 3.2 Gen 1)
- ระบบสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอแบบ 3D Ultrasonic
- ไมโครโฟน 4 ตัว
- ระบบปฏิบัติการ ColorOS 16 บนพื้นฐาน Android 16
- มาตรฐานป้องกันฝุ่นและน้ำ IP66, IP68 และ IP69
- แบตเตอรี่ 7050mAh (Silicon-Carbon)
- รองรับชาร์จเร็วแบบใช้สาย 100W SUPERVOOC และแบบไร้สาย 50W AIRVOOC
- รองรับการชาร์จ Reverse Charging ทั้งแบบใช้สายและไร้สาย
- มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ Tundra Umber และ Canyon Orange
- ขนาดตัวเครื่อง 163.16 x 76.97 x 9.10 มิลลิเมตร (Tundra Umber)
- น้ำหนัก 236 กรัม (Tundra Umber)
แกะกล่อง OPPO Find X9 Ultra



ขณะที่ OPPO Find X9 และ OPPO Find X9 Pro ใช้กล่องสีเทา OPPO Find X9 Ultra เลือกใช้กล่องสีดำที่ให้ความรู้สึกพรีเมียมกว่า และยังมีขนาดกล่องใหญ่ขึ้นด้วย เนื่องจากภายในกล่องแบ่งช่องวางของออกเป็น 2 ช่องคู่กัน แทนที่จะเรียงซ้อนกันในช่องเดียวเหมือนรุ่นก่อน โดยช่องซ้ายเป็นที่เก็บหัวชาร์จ (100W Power Adapter) สายชาร์จ รวมถึงเข็มช่วยถอดช่องใส่ซิมการ์ด และช่องขวาจะพบกับสมาร์ตโฟน OPPO Find X9 Ultra วางทับซองเอกสาร นอกจากนี้ ภายในกล่องยังแถมเคสมาให้ด้วย และติดฟิล์มกันรอยหน้าจอมาให้แล้ว จึงพร้อมใช้งานทันทีตั้งแต่แกะกล่อง




ดีไซน์จากกล้อง Hasselblad

OPPO Find X9 Ultra ผลิตออกมาให้เลือก 2 สี ได้แก่ Tundra Umber และ Canyon Orange แต่ละสีมีดีไซน์รวมเหมือนกัน แตกต่างที่วัสดุ ทำให้มิติตัวเครื่องและน้ำหนักแตกต่างกันเล็กน้อย โดยทีมงาน @flashfly ได้รับสี Tundra Umber มารีวิว ซึ่งมีความพิเศษที่ดีไซน์ได้แรงบันดาลใจมาจากกล้อง Hasselblad X2D 100C Earth Explorer Edition

เอกลักษณ์ที่โดดเด่นจากกล้อง Hasselblad X2D 100C Earth Explorer Edition ถูกถ่ายทอดมายังสมาร์ตโฟน OPPO Find X9 Ultra สี Tundra Umber อย่างชัดเจนที่ด้านหลัง ด้วยวัสดุหนังวีแกนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผสานกับกรอบตัวเครื่องโลหะโทนสีเดียวกับกล้อง Hasselblad X2D 100C Earth Explorer Edition พร้อมจัดวางโลโก้ OPPO และ Hasselblad ในแนวนอน


กล้องหลังของ OPPO Find X9 Ultra ติดตั้งอยู่ในกรอบวงกลมขนาดใหญ่ ซ้อนทับด้วยกรอบทรงหกเหลี่ยมโค้งมน และเพิ่มความโดดเด่นด้วยขอบวงแหวนสีส้ม

ปุ่มควบคุมด้านข้างติดตั้งอยู่ทางฝั่งเดียวกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นปุ่มปรับระดับเสียง ปุ่มพาวเวอร์ และ ยังมีปุ่ม Quick Button สีส้ม ที่เป็นเอกลักษณ์ของกล้อง Hasselblad X2D 100C Earth Explorer Edition ที่ใช้เป็นปุ่มถ่ายภาพและในการซูม

อีกด้านจะมีปุ่ม Snap Key ที่สามารถเลือกตั้งค่าใช้งานได้ตามใจโดยเบื้องต้นจะเป็นปุ่มเรียกใช้งาน AI Mind Space

ด้านหน้าจะพบกับจอแสดงผล AMOLED ขนาด 6.82 นิ้ว ใหญ่กว่า OPPO Find X9 Pro ที่มีขนาด 6.78 นิ้ว ขอบหน้าจอบางเพียง 1.4 มิลลิเมตร ซ่อนเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบ 3D Ultrasonic ไว้บนหน้าจอ รองรับ Splash Touch สามารถควบคุมหน้าจอได้อย่างแม่นยำ แม้หน้าจอหรือนิ้วมือเปียก และป้องกันจอแสดงผลด้วยกระจก Corning Gorilla Glass Victus 2

ด้านบนเป็นตำแหน่งของลำโพง และ ไมโครโฟน ซึ่งติดตั้งไมโครโฟนมาให้ทั้งหมด 4 ตัว

ด้านล่างมีถาดใส่ซิมการ์ด รองรับ 2 ซิม พอร์ตเชื่อมต่อ USB Type-C ไมโครโฟนคู่ และ ลำโพง

นอกจากความสวยงามพรีเมียม OPPO Find X9 Ultra ยังมีความทนทานเป็นพิเศษ ผ่านการรับรองมาตรฐานความแกร่งระดับ 5 ดาวจาก SGS Premium Performance ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อความทนทานต่อแรงกระแทกจากการทำหล่นโดยไม่ได้ตั้งใจ และยังได้รับมาตรฐานป้องกันฝุ่นและน้ำทั้งระดับ IP66, IP68 และ IP69 (สามารถใช้งานใต้น้ำสะอาดที่ความลึก 1.5 เมตรได้นานถึง 30 นาที และทนน้ำที่มีอุณหภูมิสูงประมาณ 80 องศาเซลเซียส) จึงป้องกันความเสียหายจากน้ำได้อย่างดี หมดกังวลเมื่อต้องใช้งานใกล้แหล่งน้ำ หรือในวันที่มีฝนตก รวมถึงกันฝุ่นได้อย่างเต็มรูปแบบ ช่วยให้การทำความสะอาดตัวเครื่องเป็นเรื่องง่าย
กล้องหลัง 5 ตัว พร้อมระบบกล้อง Hasselblad Master ใหม่ล่าสุด

ระบบกล้องหลังของ OPPO Find X9 Ultra เรียกได้ว่าเป็นการอัปเกรดที่สำคัญเมื่อเทียบกับ OPPO Find X9 Pro โดยเพิ่มกล้อง Telephoto เข้ามาอีกตัว ทำให้มีกล้องหลังเพิ่มขึ้นจาก 4 เป็น 5 ตัว ประกอบด้วย

- กล้องหลัก Hasselblad 200MP พร้อมเทคโนโลยี Ultra-Sensing ใช้เซ็นเซอร์ Sony LYT-901 ขนาด 1/1.12 นิ้ว ระยะโฟกัสเทียบเท่า 23 มม. รูรับแสง f/1.5 มีระบบป้องกันภาพสั่นไหว OIS
- กล้อง Hasselblad 50MP เทเลโฟโต้ ซูมออปติคอล 10 เท่า พร้อมเทคโนโลยี Ultra-Sensing ใช้เซ็นเซอร์ Sony LYT-600 ขนาด 1/1.95 นิ้ว ระยะโฟกัสเทียบเท่า 14 มม. รูรับแสง f/2.0 รับแสงได้มากขึ้น 56% และมีระบบออโต้โฟกัส
- กล้อง Hasselblad 200MP เทเลโฟโต้พอร์ตเทรต 3 เท่า ระดับ Super ใช้เซ็นเซอร์ OmniVision OV52A ขนาด 1/1.28 นิ้ว รูรับแสง f/2.2 ระยะโฟกัสเทียบเท่า 70 มม. ระยะโฟกัสต่ำสุด 15 ซม. มีระบบป้องกันภาพสั่นไหว OIS รองรับการซูมออปติคัลสูงสุด 3 เท่า
- กล้องสีสันสมจริงรุ่นใหม่
- กล้องมุมกว้างพิเศษ 50MP

- ไฮไลท์กล้องหลังของ OPPO Find X9 Ultra อยู่ที่กล้อง Hasselblad 50MP Telephoto ใช้เซ็นเซอร์ Samsung JNL ขนาด 1/2.75 นิ้ว รูรับแสง f/3.5 ระยะโฟกัสเทียบเท่า 230 มม. มีระบบป้องกันภาพสั่นไหว Sensor Shift Optical Stabilization รองรับการซูมออปติคัลสูงสุด 10 เท่า

กล้อง Hasselblad 50MP Telephoto ใช้โครงสร้างปริทรรศน์สะท้อนแสงแบบปริซึม 5 ชั้น (Quintuple Prism Reflection Periscope) พร้อมเทคโนโลยี Ultra-Sensing สามารถซูมออปติคัล 10 เท่า และซูมถึง 20 เท่า ด้วยคุณภาพระดับออปติคัล นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยี Super Zoom ของ OPPO สามารถถ่ายภาพที่ระยะซูม 30 เท่า หรือไกลกว่านั้น โดยที่ยังรักษาความชัดเจนและรายละเอียดของภาพไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม เปรียบเสมือนมีเลนส์เสริม Teleconverter ในตัว เหมาะสำหรับการถ่ายภาพคอนเสิร์ตไปจนถึงการแข่งขันกีฬา

สำหรับกล้องตัวที่ 5 เป็นเซ็นเซอร์ประมวลผลแสงหลายย่านความถี่ (Multispectral Sensor) ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อวัดค่าสมดุลแสงสีขาวได้อย่างแม่นยำ ช่วยให้การแสดงผลของสีสันออกมาถูกต้องตรงตามจริงที่สุด

แอปกล้องของ OPPO Find X9 Ultra รองรับโหมดถ่ายภาพ Master, Video, Photo, Portrait, Hasselblad Hi-Res, Night, Panorama, Pro Video, Slo-mo, Time-lapse, Long Exposure, Dual-view Video, Underwater, Sticker, Text, Scan Docs, XPAN และ Hasselblad Teleconverter (ใช้งานร่วมกับชุดเลนส์เสริม OPPO Hasselblad 300mm Explorer Teleconverter)


โหมด Photo รองรับการซูมในช่วง 0.6x, 1x, 2x, 3x, 6x, 10x, 20x, 30x สูงสุด 120x มาพร้อม Filters ใหม่ ได้แก่ Primrose, Vibrant, Vintage, Fresh, Clear, Neon, Cold flash, Warm flash และ Bold B&W
เมื่อแตะที่ชื่อโหมด Photo (เหนือปุ่มชัตเตอร์) จะพบกับฟีเจอร์ Smart scenes ซึ่งมีให้เลือก 3 โหมด ได้แก่ Stage (สำหรับถ่ายภาพคอนเสิร์ตหรือการแสดงบนเวที), Silhouette (สำหรับถ่ายภาพเงาเบื้องหน้าฉาก) และ Fireworks (สำหรับถ่ายภาพดอกไม้ไฟ) ถ้าปัดนิ้วขึ้นจากขอบจอด้านล่าง จะพบกับการตั้งค่ากล้องเพิ่มเติม รวมถึงฟีเจอร์ Soft light, Action mode, Macro shot, Auto HDR, Timer และ Interval shot

โหมด Hasselblad Portrait สามารถเก็บรายละเอียดตัวแบบได้อย่างแม่นยำระดับเส้นผม มอบโทนสีผิวที่เป็นธรรมชาติ พร้อมละลายฉากหลังอย่างมืออาชีพเหมือนใช้เลนส์ Hasselblad ไม่ว่าจะเป็นระยะ 1x สําหรับการถ่ายภาพบุคคลในสภาพแวดล้อมต่างๆ, การซูมที่ระยะ 3x (70 มม. หรือเทียบเท่า 85 มม.) และ 6x สําหรับการถ่ายภาพครึ่งตัวแบบมืออาชีพ หรือจะเป็นระยะ 10x ซึ่งสามารถแยกตัวแบบออกจากฉากหลังได้อย่างชัดเจน ทำให้ตัวแบบโดดเด่นมากยิ่งขึ้น

โหมด Hasselblad Hi-Res มีตัวเลือก 50MP และ 200MP โดยความละเอียด 50MP เหมาะสำหรับการถ่ายภาพพอร์ตเทรตตั้งแต่ระยะ 0.6x ถึง 10x โดยเฉพาะระยะ 10x สามารถดึงฉากหลังเข้ามาใกล้ตัวแบบได้มากขึ้น และยังเก็บรายละเอียดของตัวแบบได้ครบถ้วน ขณะที่ความละเอียด 200MP ซูมได้ที่ระยะ 1x และ 3x สามารถเก็บภาพระยะไกลได้อย่างสวยงาม แม้นำมา Crop ภาพในภายหลัง ก็ยังคมชัด

โหมด Hasselblad XPAN ได้แรงบันดาลใจมาจากกล้องฟิล์มของ Hasselblad เหมาะสำหรับการถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ตามธรรมชาติ ถ่ายภาพแนวสตรีท รวมไปถึงถ่ายภาพพอร์ตเทรตที่ให้อารมณ์เหมือนฉากในภาพยนตร์ ช่วยให้ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์การถ่ายภาพจากแบรนด์กล้องระดับโลก ด้วยอัตราส่วนภาพ 65:24


โหมด Master (Hasselblad Master Mode) ช่วยยกระดับการถ่ายภาพให้ผู้ใช้งานทั่วไปกลายเป็นช่างภาพมืออาชีพได้ง่ายๆ ด้วยโหมด Auto หรือสลับเป็นโหมด Pro เพื่อปรับการตั้งค่ากล้องอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นความไวแสง ISO, ความเร็วชัตเตอร์, ค่าชดเชยแสง EV, การโฟกัส และ สมดุลสีขาว เมื่อแตะที่ไอคอนรูปสี่เหลี่ยมซ้อนกัน จะเข้าสู่การปรับแต่งเอฟเฟกต์สี มีทั้งการปรับแต่งคอนทราสต์ ความอิ่มตัวของสี, อุณหภูมิสี, โทนสีฟ้า/ม่วง, ความคมชัด และ Vignette (ทำให้ขอบภาพมืดลงหรือสว่างขึ้น) สำหรับผู้ใช้งานที่ต้องการบันทึกภาพถ่ายในรูปแบบ RAW จะมีไอคอนให้สลับกับรูปแบบไฟล์ JPG ที่แถบเครื่องมือด้านบน

โหมด Video รองรับการซูมในช่วง 0.6x, 1x, 2x, 3x, 6x, 10x จนสูงสุด 30x มาพร้อม Filters แบบเดียวกับโหมด Photo สามารถบันทึกความละเอียดสูงสุด 8K ที่ 30 เฟรมต่อวินาที โดยใช้กล้องหลัก หรือกล้อง Hasselblad 200MP Telephoto ที่สามารถซูมออปติคัลสูงสุด 3 เท่า เหมาะสำหรับการ Crop หรือปรับเฟรมภาพในขั้นตอนหลังการถ่ายทำโดยไม่สูญเสียคุณภาพ และยังสามารถบันทึกวิดีโอความละเอียด 4K ที่ 60 เฟรมต่อวินาที พร้อมซูมได้ถึง 30 เท่า (OPPO Find X9 Pro ซูมสูงสุด 18 เท่า)

OPPO Find X9 Ultra ได้รับการอัปเกรดให้บันทึกวิดีโอได้ดีขึ้นกว่ารุ่นก่อน ด้วย O-Log2 ช่วยรักษารายละเอียดในส่วนเงาได้ดีขึ้น และลดการเบลอของภาพได้อย่างมาก ทำให้ได้ช่วงไดนามิกที่กว้างขึ้นสำหรับการปรับแต่งสี พร้อมรองรับ ACES หรือ Academy Color Encoding System มาตรฐานระดับโลกสำหรับเวิร์กโฟลว์ด้านสี นอกจากนี้ ยังรองรับ 3D LUT แบบใหม่หมด โดยค่าเริ่มต้นจะมี LUT ในตัว 5 แบบ ที่มีสไตล์แตกต่างกัน แต่ผู้ใช้งานยังสามารถดาวน์โหลด 3D LUT ลงในอุปกรณ์เพิ่มเติมได้อีกด้วย

Hasselblad Master Mode

โหมด Hasselblad Master ได้รับความนิยมมาตั้งแต่ OPPO Find X7 Ultra เนื่องจากช่วยให้ภาพถ่ายออกมาสมจริงได้ง่าย ๆ เหมือนถ่ายด้วยกล้องระดับมืออาชีพ โดย OPPO ได้มีการอัปเกรดโหมด Hasselblad Master ใน OPPO Find X9 Ultra ด้วยกระบวนการประมวลผลภาพที่แตกต่างจากโหมดอัตโนมัติ นอกจากการรวมเฟรมเพื่อเพิ่มคุณภาพแล้ว ยังตัดขั้นตอนการปรับโทนสีที่รุนแรง ซึ่งพบได้ในกระบวนการประมวลผลภาพแบบดั้งเดิมของสมาร์ตโฟน ทำให้ได้ภาพถ่ายที่มีโทนสีธรรมชาติ มีไฮไลท์คมชัดและเงาลึก เหมือนที่ตาเห็น

เมื่อถ่ายภาพในโหมด Hasselblad Master โทนสีเริ่มต้นจะสอดคล้องกับสุนทรียภาพอันเป็นเอกลักษณ์ของ Hasselblad อย่างสมบูรณ์แบบ โดยมีลักษณะการไล่ระดับแสงที่นุ่มนวลและโทนสีกลางที่ละเอียดอ่อน ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของกล้องฟอร์แมตขนาดกลางระดับมืออาชีพ
โหมด Hasselblad Master มีฟิล์มจำลองแบบคลาสสิก 7 แบบ และสไตล์ CCD อีก 2 แบบ ได้แก่ Vibrant, Vintage, Primrose, Fresh, Clear, Neon, Cold flash, Warm flash และ Bold B&W ผู้ใช้สามารถปรับแต่งลักษณะการถ่ายภาพที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองเพิ่มเติม และบันทึกเป็นค่าที่ตั้งไว้ล่วงหน้าเพื่อให้ง่ายในการถ่ายภาพครั้งต่อไป
กล้องหน้า Hasselblad 50MP

กล้องหน้าของ OPPO Find X9 Ultra ถูกยกมาจาก OPPO Find X9 Pro โดยซ่อนกล้องหน้าไว้ในหลุมบนหน้าจอ ใช้เซ็นเซอร์ Samsung ISOCELL JN5 ขนาด 1/2.75” ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล ทางยาวโฟกัสเทียบเท่า 21 มม. รูรับแสง f/2.4 รองรับระบบออโต้โฟกัส
โหมด Photo ของกล้องหน้าซูมได้ 3 ระยะ 0.8x, 1x และ 2x ได้รับฟิลเตอร์ใหม่แบบเดียวกับกล้องหลัง ไม่ว่าจะเป็น Primrose, Vibrant, Vintage, Fresh, Clear, Neon, Cold flash, Warm flash และ Bold B&W ขณะที่โหมด Portrait ซูมได้ 2 ระยะ 0.8x และ 1x และรองรับโหมด Hasselblad Hi-Res สำหรับถ่ายภาพเซลฟี่ด้วยความละเอียดสูงสุด 50 ล้านพิกเซล

โหมด Video ของกล้องหน้าซูมได้ 3 ระยะ 0.8x, 1x และ 2x รองรับการถ่ายวิดีโอสูงสุด 4K ที่อัตรา 60 เฟรมต่อวินาที มีโหมด Dual-View video สามารถเปิดใช้งานกล้องหน้าและกล้องหลังพร้อมกัน เพื่อเก็บภาพเคลื่อนไหวจาก 2 มุมมองในเฟรมเดียวกัน โดยมีฟีเจอร์ Filters และ Retouch เหมือนโหมด Photo










ชุดเลนส์เสริม OPPO Hasselblad Earth Explorer Kit

ถึงแม้ OPPO Find X9 Ultra จะมาพร้อมกล้อง Hasselblad 50MP Telephoto ที่สามารถซูมออปติคัล 10 เท่า แต่ถ้าต้องการเก็บภาพระยะไกลมากขึ้น ก็มีชุดเลนส์เสริม Hasselblad Earth Explorer มาให้ใช้งานด้วย ซึ่งในชุดประกอบด้วยอุปกรณ์เสริมระดับพรีเมียม เช่น เคส OPPO Hasselblad Explorer และ เลนส์ซูม OPPO Hasselblad 300mm Explorer Teleconverter
เคส OPPO Hasselblad Explorer ผลิตจากหนังวีแกนคุณภาพสูงสีเขียวเข้ม ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากกล้อง Hasselblad X2D 100C Earth Explorer Edition โดดเด่นด้วยปุ่มชัตเตอร์สีส้ม แบบ 2 จังหวะ กดครึ่งหนึ่งเพื่อโฟกัส กดเต็มที่เพื่อถ่ายภาพ พร้อมแป้นหมุนสำหรับควบคุมการซูมที่ราบรื่นและแม่นยำ โดยบริเวณโมดูลกล้องด้านหลัง สามารถติดตั้งอะแดปเตอร์ เพื่อใช้กับฟิลเตอร์ขนาดมาตรฐาน 67 มม. หรือเลนส์เทเลคอนเวอร์เตอร์ Hasselblad รุ่นใหม่ได้

เลนส์เสริม OPPO Hasselblad 300mm Explorer Teleconverter ได้รับการออกแบบทางวิศวกรรมอย่างแม่นยำ มาพร้อมตัวเรือนโลหะที่แข็งแรงทนทาน ประกอบด้วย ชิ้นเลนส์แก้วที่มีความโปร่งใสสูงถึง 16 ชิ้น จัดเรียงเป็น 11 กลุ่ม ซึ่งรวมถึงชิ้นเลนส์ลดการกระจายแสงต่ำพิเศษ (ED) 4 ชิ้น ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ เพื่อลดความคลาดเคลื่อนของสี และเพิ่มความละเอียดของภาพโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ

เลนส์เสริม OPPO Hasselblad 300mm Explorer Teleconverter สามารถติดตั้งเข้ากับกล้อง Hasselblad 50MP Telephoto ได้โดยตรง ด้วยกำลังขยาย 4.3 เท่า ทำให้ได้ทางยาวโฟกัสเทียบเท่า 300 มม. ซึ่งแปลงเป็นกำลังซูมแบบออปติคัล 13 เท่า

เลนส์เสริม OPPO Hasselblad 300mm Explorer Teleconverter ทำงานร่วมกับโหมด Hasselblad Teleconverter ซึ่งสามารถถ่ายภาพซูมที่คมชัดเป็นพิเศษ 30 เท่า (เทียบเท่า 690 มม.) ผ่านการครอปภาพภายในเซ็นเซอร์จากกล้อง Hasselblad 200MP Telephoto ทั้งนี้ เลนส์เสริม OPPO Hasselblad 300mm Explorer Teleconverter รองรับการซูมภาพที่ระยะ 13 ถึง 200 เท่า สำหรับภาพนิ่ง และระยะ 13 ถึง 60 เท่า สำหรับการถ่ายวิดีโอ















ชิปเรือธง Snapdragon 8 Elite Gen 5




ขณะที่ OPPO Find X9 Pro ใช้ชิปประมวลผล MediaTek Dimensity 9500 แต่ OPPO Find X9 Ultra ขับเคลื่อนด้วยชิปประมวลผล Snapdragon 8 Elite Gen 5 ซึ่งเป็นชิประดับเรือธงรุ่นใหม่ล่าสุดของ Qualcomm ถูกสร้างขึ้นด้วยกระบวนการผลิต 3 นาโนเมตร บนสถาปัตยกรรม CPU แบบ All-Big-Core แบบ Octa Core ประกอบด้วย คอร์หลักทำงานที่ความเร็วสูงสุด 4.6GHz (2-core) + 3.62GHz (6-core) มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 20% และจัดการพลังงานได้ดีขึ้น 35% ขณะที่ GPU Adreno ใน Snapdragon 8 Elite Gen 5 ให้ประสิทธิภาพดีขึ้น 23% จัดการพลังงานดีขึ้น 20% และ Ray Tracing ดีขึ้น 25% เมื่อเทียบกับชิปรุ่นก่อน

นอกจากใช้ชิปประมวลผลที่ทรงพลัง OPPO Find X9 Ultra ยังเสริมประสิทธิภาพด้วยระบบระบายความร้อนแบบ Encapsulated Thermal Unit (ECT) ซึ่งพัฒนาขึ้นมาเพื่อรักษาเสถียรภาพของอุณหภูมิภายในขณะเกิดความร้อนสูงอย่างรวดเร็ว เช่น ระหว่างบันทึกวิดีโอ 8K หรือ เล่นเกมที่เน้นกราฟิกสูง โดยทำงานร่วมกับ Vapor Chamber ขั้นสูง และกราไฟต์ประสิทธิภาพสูง ทำให้ OPPO Find X9 Ultra สามารถรักษาประสิทธิภาพในระดับสูงแม้ใช้งานหนักเป็นเวลานาน

ด้านความจำ OPPO Find X9 Ultra ใช้ RAM แบบ LPDDR5X จับคู่กับ ROM แบบ UFS 4.1 มี 2 ตัวเลือก ได้แก่ RAM 12GB + ROM 512GB และ RAM 16GB + ROM 1TB โดยทีมงาน @flashfly ได้รับรุ่น RAM 12GB มารีวิว ซึ่งสามารถยืมพื้นที่ ROM มาใช้เป็น RAM ชั่วคราวได้สูงสุด 12GB จึงเปรียบเสมือนมีความจำ RAM สูงสุด 24GB
จากการทดสอบประสิทธิภาพ OPPO Find X9 Ultra รุ่น RAM 12GB + ROM 512GB ด้วยแอปพลิเคชัน AnTuTu พบว่าทำได้ 4,006,866 คะแนน โดยจำแนกเป็นคะแนนด้าน CPU ทำได้ 1,136,138 คะแนน, GPU ทำได้ 1,454,907 คะแนน, Memory ทำได้ 528,009 คะแนน และด้าน User Experience ทำได้ 887,812 คะแนน
แบต 7050mAh ชาร์จเร็ว 100W SUPERVOOC

OPPO Find X9 Ultra มีความจุแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 7050mAh โดยใช้เทคโนโลยีแบตเตอรี่ Silicon-Carbon ของ OPPO ทำให้แบตเตอรี่มีขนาดเล็กลง ส่งผลให้ตัวเครื่องมีความบาง 8.65 มิลลิเมตร (สำหรับสีส้ม Canyon Orange) ด้วยแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ ทำให้ OPPO Find X9 Ultra สามารถดูวิดีโอบน YouTube ได้นาน 31 ชั่วโมง หรือ ดูวิดีโอบน Netflix นาน 30 ชั่วโมง หากต้องขับขี่รถเดินทางไกล สามารถใช้แผนที่ Google Maps ได้ยาวนาน 32 ชั่วโมง
ที่น่าสนใจก็คือ OPPO Find X9 Ultra รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 100W SUPERVOOC (OPPO Find X9 Pro ชาร์จเร็ว 80W) พร้อมรองรับชาร์จเร็วแบบไร้สาย 50W AIRVOOC และสนับสนุนฟีเจอร์ Reverse Charging สามารถชาร์จแบตเตอรี่ให้อุปกรณ์อื่นได้ทั้งแบบใช้สายและไร้สาย
จอแสดงผล OLED ProXDR ขนาด 6.82 นิ้ว รีเฟรชเรต 144Hz

จอแสดงผลของ OPPO Find X9 Pro ได้ชื่อว่าเป็นจอแสดงผลคุณภาพสูงระดับชั้นนำของอุตสาหกรรม แต่ยังมีพื้นที่ให้ OPPO Find X9 Ultra อัปเกรดจอแสดงผลให้เหนือขึ้นไปอีกระดับ ด้วยชิป Display P3 Pro และวัสดุเปล่งแสง X3 ของ OPPO ช่วยยืดอายุการใช้งานของจอแสดงผล ลดการใช้พลังงาน รวมถึงลดภาพเบลอจากการเคลื่อนไหว ขณะที่ยังรักษาความคมชัดและให้สีสันที่สวยงามสดใส โดยใช้เทคโนโลยี LTPO ที่ให้อัตราการรีเฟรชแบบปรับได้ 1-144Hz (จอแสดงผลของ OPPO Find X9 Pro ให้อัตราการรีเฟรชสูงสุด 120Hz)
OPPO Find X9 Ultra มาพร้อมจอแสดงผล AMOLED ความลึกสี 10-bit หรือ 1.07 พันล้านสี ครอบคลุมขอบเขตสี 100% DCI-P3 ความละเอียด 3168 x 1440 พิกเซล ขนาด 6.82 นิ้ว ความหนาแน่นของพิกเซล 510 PPI (พิกเซลต่อนิ้ว) อัตราส่วนภาพ 19.8:9 สนับสนุน Dolby Vision และ HDR Vivid ให้ความสว่างสูงสุด 3600 นิต เมื่อใช้งานกลางแจ้ง หรือ 1800 นิต ในโหมด HBM (ความสว่างทั่วไป 800 นิต) และสามารถปรับความสว่างได้ต่ำถึง 1 นิต เพื่อการรับชมที่สบายตาในที่แสงน้อย อีกทั้งยังปกป้องดวงตาด้วยเทคโนโลยีปรับลดแสง PWM (Pulse Width Modulation) ที่ความถี่สูง 2160Hz (70 นิต หรือต่ำกว่า) และ DC Dimming (ที่ความสว่าง 70 นิต ขึ้นไป) รวมถึงผ่านการรับรอง TÜV Rheinland Low Dynamic Interference
ColorOS 16

OPPO Find X9 Ultra ทำงานบนพื้นฐานระบบปฏิบัติการ Android 16 ครอบทับด้วย ColorOS 16 ซึ่งได้รับการพัฒนาให้ทำงานได้ลื่นไหลและฉลาดยิ่งขึ้น พร้อมด้วยฟีเจอร์ AI มากมาย ที่ช่วยให้การใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวันราบรื่นยิ่งขึ้น และเพิ่มความมั่นใจด้วยระบบรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวที่เข้มงวดกว่าเดิม


ระบบปฏิบัติการ ColorOS 16 มาพร้อม AI Mind Space ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถบันทึกข้อมูลสำคัญได้อย่างรวดเร็วในคลิกเดียว ทุกความทรงจำจะถูกจัดระเบียบอย่างชาญฉลาด เพื่อการใช้งานที่ง่ายและรวดเร็ว โดยระบบจะตรวจจับ วิเคราะห์ และจัดเก็บข้อมูลโดยอัตโนมัติ พร้อมให้ผู้ใช้งานเรียกดูหรือถามคำถามกับ Gemini ได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นบทความ ย่อหน้า รูปภาพ หรือเสียง

นอกจากนี้ OPPO Find X9 Ultra ยังสามารถแชร์ภาพหรือวิดีโอแบบไม่สูญเสียรายละเอียดบน Instagram ได้โดยตรง ตั้งแต่ขั้นตอนการบันทึกจนถึงการแชร์ โดยยังคงรักษาคุณภาพแทบไม่แตกต่างจากไฟล์ต้นฉบับ ทำให้ภาพถ่ายและวิดีโอที่แชร์บน Instagram สวยงามสมจริงเหมือนต้นฉบับทุกประการ
OPPO Enco Clip2

นอกจากสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ OPPO ยังถือโอกาสเปิดตัว OPPO Enco Clip2 หูฟังไร้สายรุ่นใหม่พร้อมกันด้วย โดยมีดีไซน์แบบ Ear Cuff แบบไร้รอยต่อให้ภาพลักษณ์ที่สวยงามล้ำสมัย น้ำหนักเบาเพื่อความสบายในการสวมใส่ ผ่านการปรับเสียงโดย Dynaudio ให้เสียงคมชัดระดับเรือธง และยังมีเทคโนโลยี Bone Conduction จึงโทรคุยได้อย่างชัดเจน
ดีไซน์ล้ำสมัย สวมใส่สบายตลอดทั้งวัน

OPPO Enco Clip2 มาในดีไซน์แบบหนีบหู หรือ Ear Cuff พื้นผิวเงางามไร้รอยต่อด้วยโครงสร้างแบบชิ้นเดียว ให้ภาพลักษณ์ทันสมัยและพรีเมียม และเน้นความโค้งมน ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากหยดน้ำที่กำลังไหล มอบความกระชับและเบาสบายเมื่อสวมใส่ มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีทอง Luminous Gold และ สีเงิน Slate Grey

ทีมงาน @flashfly ได้รับ OPPO Enco Clip2 สีทอง Luminous Gold มารีวิว ซึ่งมีความพิเศษที่พื้นผิวโลหะแบบ Premium NCVM ให้ความรู้สึกหรูหรา เปล่งประกายราวกับอัญมณีที่ผ่านการขัดเงามาอย่างดี ขณะที่สีเงิน Slate Grey เหมาะสำหรับผู้ใช้งานที่ชอบความเรียบง่าย เน้นความคลาสสิกแบบเมทัลลิก และเป็นโทนสีที่เข้ากันได้ดีกับเครื่องแต่งกายทุกโอกาส

OPPO Enco Clip2 ได้รับการออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ ผ่านการวิเคราะห์รูปทรงใบหูมากกว่า 3,500 รูปแบบ จนได้ส่วนโค้งการหนีบที่ให้ความรู้สึกเป็นศูนย์ (Zero-Sense Clamping Curve) ทำให้เกิดความสมดุลที่สมบูรณ์แบบระหว่างแรงยึดเกาะและความเบาสบาย
เบื้องหลังของความสบายเมื่อสวมใส่อยู่ที่วัสดุก้านหูฟัง Ni-Ti (นิกเกิล-ไทเทเนียม) ของ OPPO Enco Clip2 ซึ่งใช้แผ่นนิทินอลที่บางเป็นพิเศษ และปรับความชันเชิงกลให้ลดลง เพื่อการสวมใส่ที่นุ่มนวลและปรับตัวเข้ากับสรีระได้ดีขึ้น โดยมีความยืดหยุ่นและการคืนตัวที่สูง หูฟังจึงแนบไปกับรูปทรงหูที่หลากหลายได้อย่างเป็นธรรมชาติ จึงสวมใส่ได้อย่างความมั่นคงไม่ว่าผู้ใช้งานจะมีขนาดหูที่เล็กหรือใหญ่ก็ตาม

OPPO ยังให้ความสำคัญกับความสบาย สุขภาพ และความปลอดภัยในการใช้งานในชีวิตประจำวันเป็นหลัก โดยหูฟังแต่ละข้างมีน้ำหนักเบาเพียง 5.2 กรัม มอบความรู้สึกที่ใส่แล้วกระชับ มั่นคง แต่เบาสบายจนแทบไม่รู้สึกว่ากำลังสวมหูฟังอยู่ ด้วยดีไซน์ที่มีความสมดุลระหว่างส่วน Acoustic Ball และ Comfort Bean ช่วยกระจายแรงกดไปทั่วใบหูอย่างสม่ำเสมอ ลดการกดทับเฉพาะจุด จึงสามารถสวมใส่ได้ยาวนานตลอดทั้งวัน

ในส่วนของเคสชาร์จที่มาด้วยกัน ใช้เคสสีขาวพื้นผิวเงา มีรูปทรงวงรีจนเกือบจะเป็นทรงกลม ด้านหน้ามีโลโก้ OPPO และไฟแสดงสถานะ LED

ด้านหลังเคสบริเวณบานพับ มีโลโก้ Dynaudio แบรนด์เครื่องเสียง Hi-Fi ชั้นนำระดับโลกจากเดนมาร์ก ที่ก่อตั้งแบรนด์มาตั้งแต่ปี 1977

ส่วนฐานของเคสชาร์จพบพอร์ต USB Type-C และปุ่มควบคุม สำหรับการจับคู่

นอกจากนี้ หูฟัง OPPO Enco Clip2 ยังผ่านการรับรองมาตรฐานป้องกันฝุ่นและน้ำระดับ IP55 สามารถต้านทานหยดน้ำจากเหงื่อขณะสวมใส่ออกกำลังกาย รวมถึงป้องกันฝุ่นละอองและสายฝนได้ แต่เคสชาร์จไม่ได้ถูกสร้างมาให้ป้องกันฝุ่นและน้ำ จึงไม่ควรลืมหูฟังไว้กับเสื้อผ้าที่กำลังจะลงเครื่องซักผ้า
ไดรเวอร์คู่ มอบเสียงคมชัดระดับเรือธง

จุดเด่นของ OPPO Enco Clip2 นอกเหนือจากดีไซน์ก็คือคุณภาพเสียง ซึ่งถูกขับเคลื่อนด้วยระบบไดรเวอร์คู่แบบไดนามิก ขนาด 9 และ 11 มิลลิเมตร วางซ้อนบนเส้นแกนเสียงเดียวกัน ช่วยให้คลื่นเสียงเดินทางได้แม่นยำ และสอดประสานกันอย่างลงตัว ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระดับท็อปที่มักจะพบในหูฟังตัดเสียงรบกวนรุ่นเรือธงเท่านั้น ช่วยให้เสียงเบสมีความลึกและหนักแน่น ส่วนเสียงแหลมก็มีฟังดูเป็นธรรมชาติ

หูฟัง OPPO Enco Clip2 แต่ละข้างยังใส่ตัวแปลงสัญญาณเสียง DAC มาให้ถึง 2 ตัว โดยแยกหน้าที่กันขับไดรเวอร์แต่ละตัวอย่างเป็นอิสระ ซึ่งแตกต่างจากหูฟังทั่วไปที่ใช้ DAC เพียงตัวเดียว ช่วยให้การควบคุมไดรเวอร์มีความละเอียดสูงขึ้น และให้กำลังขับที่แรงสม่ำเสมอในทุกย่านความถี่เสียง

นอกจากนี้ OPPO Enco Clip2 ยังใช้ชิปเรือธงขนาด 6 นาโนเมตรแบบ 4-core ซึ่งมีหน่วยประมวลผล AI (NPU) ในตัว ให้ประสิทธิภาพในการคำนวณด้าน AI สูงกว่ารุ่นก่อนถึง 100 เท่า ทำให้หูฟังจัดการข้อมูลเสียงแบบเรียลไทม์ได้ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะฟังเพลงหรือโทรคุย ก็ได้รับคุณภาพเสียงที่ดีที่สุด และเสียงสนทนาที่คมชัดอยู่ตลอดเวลา
จูนเสียงโดย Dynaudio

OPPO Enco Clip2 ได้รับการปรับจูนเสียงโดย Dynaudio แบรนด์เครื่องเสียงชั้นนำจากเดนมาร์ก ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านลำโพงระดับไฮเอนด์ เน้นการถ่ายทอดเสียงที่สมจริงเป็นพิเศษ เพื่อให้ผู้ฟังได้รับประสบการณ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ และตรงตามต้นฉบับมากที่สุด ภายใต้หลักการ Authentic Fidelity หรือความเที่ยงตรงที่แท้จริง โดยมาพร้อมโหมดเสียง 4 รูปแบบที่ Dynaudio ปรับแต่งมา เพื่อให้ตอบโจทย์รสนิยมการฟังที่หลากหลาย

- – ที่สุดแห่งคุณภาพเสียง: ให้เสียงที่สมดุลและคมชัด เข้ากับเพลงได้ทุกแนวโดยไม่ผิดเพี้ยน
- – เน้นเสียงร้อง: ปรับจูนมาเพื่อดันเสียงร้องให้โดดเด่นและน่าฟังที่สุด เพื่อให้ได้ยินทุกถ้อยคำชัดเจนใสเคลียร์ทุกรายละเอียด
- – เสียงสดใส: จังหวะฟังสนุกขึ้น เหมาะมากสำหรับใช้ตอนออกกำลังกายหรือกิจกรรมกลางแจ้ง
- – ปรับจูนโดย Dynaudio: โหมดนี้จะปรับสมดุลเสียงเบส เสียงกลาง และเสียงแหลม ให้ถ่ายทอดออกมาได้ใกล้เคียงกับเอกลักษณ์เสียงของลำโพง Dynaudio

ที่น่าสนใจก็คือ OPPO Enco Clip2 ยังรองรับเทคโนโลยีส่งสัญญาณเสียงความละเอียดสูง LHDC 5.0 และรองรับมาตรฐาน Hi-Res Audio ซึ่งถือเป็นหนึ่งในหูฟังดีไซน์แบบหนีบหู (Clip-on) เพียงไม่กี่รุ่นที่ทำได้ โดยเทคโนโลยี LHDC 5.0 ช่วยให้หูฟังถ่ายทอดเสียงเพลงได้แม่นยำและเล่นเพลงได้อย่างลื่นไหล ให้เสียงชัดใส เก็บครบทุกรายละเอียด
สนทนาชัดเจนด้วยเทคโนโลยี Bone Conduction

OPPO ติดตั้งไมโครโฟนมาให้ถึง 3 ตัว ในหูฟังแต่ละข้าง ประกอบด้วย ไมโครโฟนรับเสียงพูด 2 ตัว ช่วยดักจับเสียงผู้ใช้งานได้แม่นยำพร้อมลดเสียงสะท้อนในตัว เสริมด้วยไมโครโฟนแบบ VPU ที่จับการสั่นสะเทือนของกระดูก เพื่อคัดกรองเสียงพูดให้คมชัดยิ่งขึ้น และลดเสียงกวนจากรอบข้างให้น้อยที่สุด

OPPO Enco Clip2 ยังมีชิป NPU สำหรับประมวลผลเสียงโดยเฉพาะ และใช้อัลกอริทึม AI อัจฉริยะช่วยแยกเสียงพูดออกจากเสียงของสภาพแวดล้อมรอบตัว ทำให้การสนทนาชัดเจน ไม่ว่าจะยืนคุยอยู่ริมถนนหรือบนสถานีรถไฟฟ้าที่มีคนพลุกพล่าน
ใช้งานได้นานสูงสุด 40 ชั่วโมง

หูฟัง OPPO Enco Clip2 แต่ละข้างบรรจุแบตเตอรี่ขนาด 57mAh สามารถฟังเพลงได้นานต่อเนื่องถึง 9.5 ชั่วโมง ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ส่วนเคสชาร์จมีความจุแบตเตอรี่ 530mAh สามารถขยายอายุการใช้งานแบตเตอรี่ของหูฟังได้สูงสุดถึง 40 ชั่วโมง

สำหรับการชาร์จ OPPO Enco Clip2 ใช้เวลาในการชาร์จจนเต็มทั้งเคสและหูฟังภายในเวลา 80 นาที ส่วนหูฟังที่ชาร์จผ่านเคสใช้เวลา 60 นาที อย่างไรก็ตาม OPPO Enco Clip2 รองรับชาร์จไว ใช้เวลาชาร์จเพียง 10 นาที ก็สามารถใช้ฟังเพลงได้นานถึง 3.5 ชั่วโมง
เข้าถึงแอป Spotify ได้ทันที

OPPO Enco Clip2 สนับสนุนการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้ 2 เครื่องพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต หรือ คอมพิวเตอร์ ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android, iOS หรือ Windows ก็สามารถสลับการใช้งานระหว่างอุปกรณ์ได้อย่างรวดเร็วและลื่นไหล โดยไม่ต้องเสียเวลาจับคู่ใหม่ให้ยุ่งยาก ตัวอย่างเช่น ขณะกำลังดูวิดีโอในแท็บเล็ตแล้วมีสายโทรเข้ามายังสมาร์ตโฟน ผู้ใช้งานก็สามารถกดรับสายผ่านหูฟังแล้วสนทนาได้ทันที โดยไม่ต้องเข้าไปสลับการเชื่อมต่อ

นอกจากนี้ OPPO Enco Clip2 ยังรองรับฟีเจอร์ Instant on Tap สามารถแตะที่หูฟังเพียงครั้งเดียว ก็สามารถเข้าถึงแอป Spotify ได้ทันที โดยไม่ต้องเปิดหน้าจอสมาร์ตโฟน และยังสามารถตั้งค่าให้แตะ 2 ครั้ง เพื่อเรียกใช้ Gemini ผู้ช่วย AI ของ Google และถ้าจับคู่กับสมาร์ตโฟนที่ทำงานบน ColorOS 12 ขึ้นไป ก็สามารถแตะ 2 ครั้ง ที่หูฟัง เพื่อถ่ายภาพได้ (ขณะอยู่ในแอปกล้อง)
สรุปราคาและการจำหน่าย

OPPO Find X9 Ultra เป็นสมาร์ตโฟนระดับไฮเอนด์ที่มีความโดดเด่นในด้านถ่ายภาพ ด้วยระบบกล้องหลัง 5 ตัว อันทรงพลัง พร้อมเทคโนโลยีการถ่ายภาพจาก Hasselblad ทำให้ OPPO Find X9 Ultra เป็นเหมือนกล้องมืออาชีพที่สามารถโทรได้ โดยเฉพาะกล้อง Hasselblad 50MP Telephoto ที่สามารถซูมออปติคัลได้สูงสุด 10 เท่า หรือซูมด้วยคุณภาพระดับออปติคัลถึง 20 เท่า จึงไม่ต้องติดตั้งชุดเลนส์เสริมให้เกะกะ อีกทั้งยังมีกล้องคู่ความละเอียดสูง 200 ล้านพิกเซล ของกล้องหลักและกล้อง Telephoto ที่รองรับการซูมออปติคัล 3 เท่า เหมาะสำหรับผู้ใช้งานระดับมืออาชีพที่ต้องการเก็บทุกรายละเอียด แม้นำมา Crop ภาพในภายหลังก็ยังให้ความคมชัด

นอกจากนี้ OPPO Find X9 Ultra ยังมีสเปกระดับเรือธงด้วยชิปประมวลผล Snapdragon 8 Elite Gen 5 แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 7050mAh ชาร์จไว 100W จอแสดงผลก็ใหญ่ขึ้นและให้อัตราการรีเฟรชสูงกว่าเมื่อเทียบกับ OPPO Find X9 Pro ทำให้ OPPO Find X9 Ultra เป็นสมาร์ตโฟนที่ดีที่สุดของ OPPO Find X9 Series เหมาะสำหรับผู้ใช้งานที่ต้องการเรือธงสเปกสูงและเน้นใช้งานกล้องเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะถ่ายภาพนิ่งหรือบันทึกวิดีโอ OPPO Find X9 Ultra ก็ตอบโจทย์การใช้งานระดับมืออาชีพได้อย่างสมบูรณ์แบบ

สำหรับผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของ OPPO Find X9 Ultra และ OPPO Find X9s สามารถสั่งจองได้ตั้งแต่วันที่ 24 – 30 เมษายน 2569 พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษในช่วง Pre-order และเป็นเจ้าของได้ง่ายมากยิ่งขึ้นด้วยโปรโมชั่น Trade-up นำเครื่องเก่ามาแลกเครื่องใหม่ ลดสูงสุด 22,000 บาท
ผู้ที่สนใจจับจอง OPPO Find X9 Ultra รับของสมนาคุณสุดพิเศษ ดังนี้
- E-VIP Card มูลค่า 27,999 บาท – ประกันหน้าจอแตก จำนวน 1 ครั้ง ภายใน 2 ปี และประกันเลนส์กล้องหลัง จำนวน 1 ครั้ง ภายใน 1 ปี
- 180 Days Replacement Service เปลี่ยนเครื่องใหม่ฟรี 1 ครั้ง
- MALTESE x OPPO Find X9 Ultra Gift Box
และเสริมศักยภาพการถ่ายภาพให้เหนือชั้นยิ่งขึ้น ด้วย OPPO Hasselblad Earth Explorer Kit ในราคา 11,999 บาท

หูฟังไร้สายรุ่นใหม่ OPPO Enco Clip2 วางจำหน่ายในราคา 5,999 บาท
สัมผัสกับ OPPO Find X9 Ultra และ OPPO Find X9s สมาร์ตโฟนกล้องระดับอัลตราที่แท้จริง พร้อมกับหูฟังไร้สาย OPPO Enco Clip2, OPPO Enco Air5 Pro ได้แล้ววันนี้ ณ OPPO Brand Shop ทุกสาขา และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ ขณะที่ OPPO Watch X3 วางจำหน่ายเฉพาะช่องทางออนไลน์ของ OPPO และ OPPO Brand Shop เท่านั้น
#OPPOFindX9UltraTH #HasselbladinPocket #ถ่ายสวยระดับมืออาชีพ #oppothailand






