OPPO เริ่มต้นปี 2569 ด้วยการเปิดตัวสมาร์ตโฟน OPPO Reno15 Series 5G อย่างทางการในประเทศไทย โดยมีทั้งหมด 4 รุ่น ได้แก่ OPPO Reno15 5G, OPPO Reno15 F 5G, OPPO Reno15 Pro 5G และ OPPO Reno15 Pro Max 5G ซึ่งทั้ง 4 รุ่น มีดีไซน์คล้ายกัน แตกต่างกันที่ขนาดจอแสดงผล อย่างไรก็ตาม ทีมงาน @flashfly ได้รับมารีวิวพร้อมกัน 2 รุ่น ได้แก่ OPPO Reno15 Pro 5G และ OPPO Reno15 Pro Max 5G ทั้งคู่มีสเปกใกล้เคียงกันมาก และมาพร้อมสโลแกน “สมาร์ตโฟนเพื่อนซี้ เทรนดี้ทุกช็อต” โดยมีสเปกใกล้เคียงกันมาก จึงมีความแตกต่างเพียงเล็กน้อย แต่จะมีความแตกต่างกันอย่างไร และมีจุดเด่นอะไรที่น่าสนใจบ้าง? เลื่อนลงมาอ่านรีวิวกันได้เลย

แกะกล่อง OPPO Reno15 Series 5G

OPPO Reno15 Pro 5G และ OPPO Reno15 Pro Max 5G ถูกบรรจุไว้ในกล่องสีเทา หน้ากล่องระบุชื่อรุ่นไว้อย่างชัดเจน ใต้โลโก้ OPPO AI Phone และมีตัวเลข 15 ขนาดใหญ่ อยู่ในกรอบสีเงินที่มีลวดลายแสงออโรร่า แบบเดียวกับที่พบบนฝาหลังของ OPPO Reno15 Pro 5G ตัวเลือกสี Aurora Blue
เมื่อเปิดกล่องออกมาจะพบกับสมาร์ตโฟนพร้อมแบตเตอรี่ในตัว โดยทั้ง 2 รุ่น ถูกห่อหุ้มด้วยแผ่นกระดาษสีขาว เพื่อป้องกันริ้วรอยระหว่างขนส่ง นอกจากนี้ ภายในกล่องยังมีคู่มือฉบับเร่งด่วน, คู่มือความปลอดภัย, แถมเคสมา 1 อัน (เป็นเคสใสที่มีวัสดุนิ่มตรงส่วนขอบ ตรงกลางแข็ง), เข็มจิ้มถาดใส่ซิมการ์ด, สายชาร์จ และ หัวชาร์จ 80W SUPERVOOC ตามความเร็วสูงสุดในการชาร์จของทั้งคู่
ดีไซน์

ดีไซน์ของสมาร์ตโฟนในกลุ่ม OPPO Reno15 Series 5G มีความโดดเด่นที่ฝาหลัง ซึ่งมีลวดลายที่ได้แรงบันดาลใจมาจากแสงออโรร่า แต่จะพบเฉพาะตัวเลือกสี Aurora Blue และ Aurora White เท่านั้น ซึ่ง OPPO Reno15 Pro 5G มีสี Aurora Blue ให้เลือกเช่นกัน แต่ทีมงาน @flashfly ได้รับสี Dusk Brown มารีวิว


OPPO Reno15 Pro 5G และ OPPO Reno15 Pro Max 5G มีดีไซน์ที่คล้ายกันมาก แตกต่างที่ขนาดตัวเครื่องและขนาดจอแสดงผล รวมถึงสีสัน โดยทั้งคู่มีสี Dusk Brown เหมือนกัน แต่ OPPO Reno15 Pro 5G ยังมีสี Aurora Blue เป็นอีกทางเลือก ขณะที่ OPPO Reno15 Pro Max 5G ก็มีสี Aura Gold อย่างที่เห็นในรีวิวนี้

OPPO Reno15 Pro 5G มาพร้อมจอแสดงผล 6.32 นิ้ว ส่วนจอแสดงผลของ OPPO Reno15 Pro Max 5G มีขนาด 6.78 นิ้ว ทำให้ OPPO Reno15 Pro 5G มีขนาดกะทัดรัดกว่า พกพาได้สะดวกกว่า แต่ OPPO Reno15 Pro Max 5G ก็ไม่ได้มีขนาดใหญ่เกินไปที่จะเก็บไว้ในกระเป๋ากางเกง และยังให้ประสบการณ์ในการรับชมคอนเทนต์ต่างๆ ได้เต็มอิ่มกว่า จอแสดงผลของทั้งคู่ติดตั้งกล้องหน้า 50 ล้านพิกเซล ซึ่งได้รับการอัปเกรดให้ถ่ายเซลฟี่มุมกว้างพิเศษ ระยะ 0.6x กว้างที่สุดในอุตสาหกรรม

ดีไซน์กล้องหลังของ OPPO Reno15 Pro 5G และ OPPO Reno15 Pro Max 5G ให้ภาพลักษณ์ที่พรีเมียม ด้วยการจัดวางโมดูลกล้องทั้ง 3 ตัว ไว้ในกรอบสี่เหลี่ยมที่มีมุมโค้งมน ซึ่งยกระดับขึ้นมาจากฝาหลังเล็กน้อย มาพร้อมแฟลช LED แบบคู่ในกรอบวงแหวน และกำกับด้วยข้อความ Reno AI Camera

ด้านข้างกรอบอะลูมิเนียม เกรดเดียวกับที่ใช้ในอากาศยาน เน้นดีไซน์บางเป็นพิเศษ โดยมีความบางเพียง 7.65 มิลลิเมตร สำหรับ OPPO Reno15 Pro Max 5G แต่กลับมีความจุแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ถึง 6500mAh

ปุ่มปรับระดับเสียงถูกวางไว้เหนือปุ่มพาวเวอร์

ด้านบนมีการเจาะรูไว้สำหรับไมโครโฟนและลำโพง

ด้านล่างประกอบด้วย ลำโพง, พอร์ตเชื่อมต่อ USB-C, ไมโครโฟน และ ถาดใส่ซิมการ์ด
นอกจากนี้ OPPO Reno15 Pro 5G และ OPPO Reno15 Pro Max 5G ยังถูกสร้างมาให้สามารถป้องกันฝุ่นและน้ำได้อย่างเต็มรูปแบบ ตามมาตรฐาน IP66 / IP68 / IP69 จึงสามารถถ่ายภาพหรือบันทึกวิดีโอใต้น้ำได้ อีกทั้งยังรองรับเทคโนโลยี Splash Touch ช่วยให้สัมผัสหน้าจอได้อย่างแม่นยำแม้นิ้วมือหรือหน้าจอเปียก
OPPO Reno15 Pro Max 5G

OPPO Reno15 Pro Max 5G สมาร์ตโฟนคู่ใจที่สาย Vlog ไม่ควรมองข้าม เพราะมาพร้อมกล้องหน้าใหม่ความละเอียดสูง 50 ล้านพิกเซล ถ่ายภาพมุมกว้างที่สุดในอุตสาหกรรมที่ระยะ 0.6x ถ่ายวิดีโอระดับ 4K กล้องหลังคมชัด 200 ล้านพิกเซล มาพร้อม AI Portrait Glow ช่วยปรับผิวสวยออร่า สว่างใสเป็นธรรมชาติ ใช้งานได้ยาวนานด้วยแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 6500mAh ชาร์จไว 80W SUPERVOOC ตอบสนองการใช้งานได้อย่างลื่นไหลบนระบบปฏิบัติการ ColorOS 16 ที่อัดแน่นไปด้วยฟีเจอร์ AI มากมาย รวมถึง AI Mind Space ผู้ช่วยอัจฉริยะสุดล้ำ
สเปก OPPO Reno15 Pro Max 5G

- จอแสดงผล AMOLED ขนาด 6.78 นิ้ว อัตราการรีเฟรช 120Hz
- กล้องหลัง 200MP Main + 50MP Telephoto + 50MP Ultra Wide Camera
- กล้องหน้า 50MP Selfie Camera
- ชิปประมวลผล MediaTek Dimensity 8450
- ความจำ RAM 12GB + ROM 512GB
- การเชื่อมต่อ 5G, Wi-Fi 6, Bluetooth 5.4, USB Type-C
- ระบบปฏิบัติการ ColorOS 16 บนพื้นฐาน Android 16
- มาตรฐานป้องกันฝุ่นและน้ำ IP66, IP68 และ IP69
- แบตเตอรี่ 6500mAh
- รองรับชาร์จไว 80W SUPERVOOC และชาร์จไร้สาย 50W AIRVOOC
- มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ Aura Gold และ Dusk Brown
- ขนาดตัวเครื่อง 161.26 x 76.46 x 7.65 มิลลิเมตร
- น้ำหนักประมาณ 205 กรัม
หน้าจอ AMOLED ขนาด 6.78” สว่างสูงสุด 3600 นิต



OPPO Reno15 Pro Max 5G โดดเด่นด้วยขอบจอแบบสมมาตรที่บางเฉียบเพียง 1.15 มิลลิเมตร ซึ่งถือว่าบางที่สุดในรุ่นเดียวกัน มาพร้อมจอแสดงผล AMOLED ที่มีความลึกสี 10-bit (1.07 พันล้านสี) ความละเอียด 2772 x 1272 พิกเซล ขนาด 6.78 นิ้ว ให้อัตราการรีเฟรชสูงสุด 120Hz และอัตราการตอบสนองการสัมผัสสูงสุด 240Hz (Touch Sampling Rate)

จอแสดงผลของ OPPO Reno15 Pro Max 5G ให้ความสว่างสูงสุดถึง 3600 นิต พร้อมเทคโนโลยี Sunlight Display ของ OPPO ช่วยให้ผู้ใช้งานมองเห็นเนื้อหาบนหน้าจอได้อย่างชัดเจนและมีสีสันที่สดใส แม้ในขณะที่กำลังถ่ายภาพอยู่ท่ามกลางแสงแดดจัดกลางแจ้งก็ตาม พร้อมเทคโนโลยีปรับลดแสงแบบ High-frequency PWM Dimming ที่ช่วยลดการกระพริบของหน้าจอเมื่อใช้งานในที่แสงน้อยให้เหลือน้อยที่สุด

กล้องหลักคมชัดพิเศษ 200MP

แผนกกล้องหลังของ OPPO Reno15 Pro Max 5G ประกอบด้วย กล้องหลักความละเอียดสูง 200 ล้านพิกเซล เสริมด้วยกล้องพอร์ตเทรต หรือ กล้อง Telephoto ซูม 3.5x และยังมีกล้อง Ultra Wide สำหรับจับเก็บภาพในมุมมองกว้างพิเศษ

- กล้องหลัก 200 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8
- กล้อง Telephoto ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.8 ซูมออปติคัล 3.5 เท่า
- กล้อง Ultra Wide ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 ให้มุมมองภาพ 116 องศา

กล้องหลังรองรับโหมดถ่ายภาพ Pro, Video, Photo, Portrait, Night, Hi-res, Panorama, Movie, Slo-motion, Time-lapse, Dual-view video, Underwater, Sticker, Text Scanner และ Doc Scanner

โหมด Photo รองรับการซูมตั้งแต่ระยะ 0.6x ซึ่งเป็นการเปิดใช้งานกล้อง Ultra Wide ,1x ,2x ,3.5x และ 7x จากนั้นสามารถซูมได้สูงสุด 120x พร้อมปรับความคมชัดด้วย AI โดยมีฟีเจอร์ Soft Light (ไอคอนวงกลม) ช่วยสร้างเอฟเฟกต์แสงที่มีความนุ่มนวล เลือกได้ 3 สไตล์ ได้แก่ Misty, Glowy และ Dreamy ถัดลงมาเป็นไอคอน Filters เช่น Neon (เหมาะสำหรับถ่ายภาพภายใต้แสงไฟนีออนตามท้องถนนหรือในเมืองยามค่ำคืน), Cold flash (เหมาะสำหรับถ่ายภาพพอร์ตเทรตด้วยไฟแฟลชภายใต้สภาวะแสงน้อย), Warm flash (คล้ายกับ Cold flash แต่ให้แสงโทนอุ่น), Fresh (เหมาะสำหรับถ่ายภาพตามชายหาด สวนสาธารณะ รวมถึงในร่ม), Emerald (เหมาะสำหรับถ่ายภาพตามท้องถนน ร้านอาหาร คาเฟ่), Clear (เหมาะสำหรับถ่ายภาพพอร์ตเทรตเมื่ออยู่นอกอาคาร), Vivid และมีฟีเจอร์ Retouch สำหรับปรับแต่งใบหน้าให้ดูดียิ่งขึ้น

โหมด Photo ยังมาพร้อมฟีเจอร์ Smart scenes ช่วยปรับค่ากล้องให้เหมาะสมกับฉากที่ต้องการบันทึกภาพ เช่น Stage, Silhouette, Fireworks สำหรับถ่ายภาพการแสดงบนเวที, ภาพเงาเบื้องหน้าฉาก และ ภาพดอกไม้ไฟ ตามลำดับ ส่วนแถบเครื่องมือด้านบนมีฟีเจอร์ใช้งานแฟลช, ปรับค่าชดเชยแสง EV และ เปิดหรือปิด Motion Photo (ภาพเคลื่อนไหวสั้นๆ ทำให้รูปภาพดูมีชีวิตชีวา)

โหมด Portrait รองรับการซูม 3 ระยะ 1x (24mm) / 2x (48mm) / 3.5x (85mm) สามารถปรับค่า F เพื่อละลายฉากหลัง มีฟีเจอร์ Soft Light ทำให้ภาพถ่ายพอร์ตเทรตโดดเด่นยิ่งขึ้น โดยมีเอฟเฟกต์ให้เลือก 3 แบบ ได้แก่ Misty, Glowy และ Dreamy อีกทั้งยังมี Filters (เช่น Fresh, Emerald, Clear, Vivid) และ Retouch เครื่องมือปรับแต่งความงามให้ใบหน้า

โหมด Pro เหมาะสำหรับผู้ใช้งานที่มีทักษะด้านการถ่ายภาพ สามารถปรับการตั้งค่ากล้องได้อย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นความไวแสง ความเร็วชัตเตอร์ ค่าชดเชยแสง การโฟกัส และ สมดุลสีขาว
โหมด Hi-res สำหรับถ่ายภาพความละเอียดสูง 200 ล้านพิกเซล เมื่อซูมที่ระยะ 1x ถ้าหากซูมที่ระยะ 0.6x หรือ 3.5x จะถูกจำกัดความละเอียดที่ 50 ล้านพิกเซล

โหมด Video รองรับการซูมตั้งแต่ระยะ 0.6x จนสูงสุด 18x สามารถถ่ายวิดีโอ 4K HDR ได้ทั้งกล้องหลัก, กล้อง Telephoto และ กล้อง Ultra Wide มาพร้อมฟีเจอร์ Filters (มีฟิลเตอร์เหมือนโหมด Photo), Retouch, Smart scenes (Stage, Fireworks) และสามารถปรับค่า F เพื่อเบลอฉากหลังของวิดีโอได้อีกด้วย

แถบเครื่องมือด้านบนในโหมด Video มีไอคอนสำหรับใช้งานแฟลช, ปรับค่าชดเชยแสง EV, ระบบป้องกันภาพสั่นไหว, HDR และ ตั้งค่าความละเอียดของวิดีโอ ซึ่งสามารถถ่ายวิดีโอได้สูงสุด 4K ที่ 60 เฟรมต่อวินาที
กล้องหน้ามุมกว้างพิเศษ 50MP

OPPO Reno15 Pro Max 5G มีกล้องหน้าที่โดดเด่นด้วยความละเอียด 50 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 ใช้เซ็นเซอร์ ISOCELL JN5 ให้มุมมองกว้างพิเศษ 100 องศา กว้างที่สุดในอุตสาหกรรม ด้วยระยะ 0.6x จึงสามารถถ่ายเซลฟี่ร่วมกับเพื่อนๆ ได้ครบทุกคน และยังเหมาะสำหรับสาย Vlogger เพราะสามารถเก็บภาพใบหน้าตัวเอง พร้อมฉากหลังสวยๆ ของสถานที่ท่องเที่ยวหรือบรรยากาศโดยรอบได้ครบรายละเอียด

โหมด Photo ของกล้องหน้า สามารถซูมได้ 3 ระยะ 0.6x / 1x / 2x มาพร้อมฟีเจอร์ Soft Light สร้างเอฟเฟกต์แสงที่มีความนุ่มนวล เลือกได้ 3 สไตล์ ได้แก่ Misty, Glowy และ Dreamy ถัดลงมาเป็น Filters ที่มีตัวเลือกหลากหลาย เช่น Neon, Fresh, Emerald, Clear, Vivid, Radiance ขณะที่เครื่องมือ Retouch สำหรับปรับแต่งใบหน้าให้ดูดียิ่งขึ้น ผู้ใช้งานยังสามารถปรับค่าชดเชยแสง EV ได้จากแถบเครื่องมือด้านบน และข้างกันเป็นฟีเจอร์ Motion Photo

โหมด Portrait ของกล้องหน้า สามารถถ่ายได้ 2 ระยะ 0.6x / 1x มีฟีเจอร์ Soft Light, Filters และ Retouch แบบเดียวกับโหมด Photo (แต่ไม่มีฟิลเตอร์ Neon แบบที่พบในโหมด Photo) และสามารถปรับค่า F เพื่อละลายฉากหลังได้

โหมด Video ของกล้องหน้า รองรับการซูม 3 ระยะ 0.6x / 1x / 2x พร้อมด้วยฟีเจอร์ Filters และ Retouch แบบเดียวกับโหมด Photo แถบเครื่องมือด้านบน มีฟีเจอร์ปรับค่าชดเชยแสง EV, เปิดหรือปิดระบบป้องกันภาพสั่นไหว, เปิดหรือปิด HDR และตั้งค่าความละเอียดวิดีโอ ซึ่งสามารถถ่ายวิดีโอสูงสุด 4K ที่ 60 เฟรมต่อวินาที
Reno Portrait Engine

OPPO Reno15 Pro Max 5G และ OPPO Reno15 Pro 5G มาพร้อม Reno Portrait Engine ที่ได้รับการอัปเกรดใหม่ เพื่อยกระดับคุณภาพของภาพถ่ายให้คมชัดยิ่งขึ้น แต่ยังคงไว้ซึ่งความเป็นธรรมชาติโดยไม่ดูผ่านการตกแต่งที่มากเกินไป Reno Portrait Engine ให้โทนสีธรรมชาติภายใต้การถ่ายภาพพอร์ตเทรตที่เน้นบรรยากาศรอบตัว ช่วยลดการเกิดภาพหลอกตาจากการปรับแต่งเฉพาะจุดที่เกินพอดี ทำให้ภาพพอร์ตเทรตดูสมจริง และเป็นธรรมชาติ

นอกจากนี้ OPPO Reno15 Pro Max 5G รวมถึง OPPO Reno15 Pro 5G ยังมาพร้อมอัลกอริทึมการปรับปรุงโทนสีผิวแบบใหม่ แม้ว่าแต่ละคนจะมีสีผิวแตกต่างกัน ก็จะได้รับการถ่ายทอดสีผิวที่สวยงาม และแม่นยำทั้งนี้ ระบบโทนสีธรรมชาติ Reno Portrait Engine จะทำงานโดยอัตโนมัติ โดยผู้ใช้งานไม่ต้องเข้าไปตั้งค่าใดๆ
AI Portrait Glow

AI Portrait Glow ในสมาร์ตโฟน OPPO Reno15 Series 5G ทั้ง 2 รุ่น ช่วยเปลี่ยนภาพถ่ายในสภาวะแสงที่ไม่เป็นใจ ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายในที่แสงน้อยเกินไป แสงจ้าเกินไป หรือย้อนแสง ให้กลายเป็นภาพพอร์ตเทรตระดับมืออาชีพได้ง่ายๆ เพียงคลิกเดียว
เมื่อเปิดใช้งาน ระบบจะตรวจจับปัญหาของแสงในขณะนั้นโดยอัตโนมัติ พร้อมเลือกเอฟเฟกต์แสงคุณภาพสูงที่เหมาะสมที่สุดมาปรับใช้ให้ทันที เช่น แสงธรรมชาติ (Natural Light), แสงแฟลช (Flash Light), แสงริมไลท์ (Rim Light) หรือ แสงสตูดิโอ (Studio Light)

นอกจากนี้ AI Portrait Glow ยังทำงานร่วมกับระบบโทนสีธรรมชาติ Reno Portrait Engine ช่วยเกลี่ยแสงบนใบหน้าให้ดูสมดุล และเป็นธรรมชาติ เพื่อให้บุคคลในภาพดูโดดเด่นเปล่งประกาย โดยยังคงความสมจริงของใบหน้าไว้อย่างครบถ้วน
AI Motion Photo

OPPO Reno15 Pro Max 5G รวมถึง OPPO Reno15 Pro 5G มีฟีเจอร์การถ่ายภาพแบบ Motion Photo ซึ่งเปิดใช้งานได้ในแอปกล้อง (อยู่ในแถบเครื่องมือด้านบนของโหมด Photo) ช่วยให้ผู้ใช้งานถ่ายภาพเคลื่อนไหวในระยะเวลาสั้นๆ แต่ทำให้ได้ภาพถ่ายที่มีชีวิตชีวามากขึ้น เหมาะสำหรับบันทึกความทรงจำที่น่าประทับใจ และสามารถนำภาพที่ได้จาก Motion Photo ไปตัดต่อแก้ไขเพิ่มเติมได้อีกด้วยด้วยเครื่องมือ AI Motion Photo Eraser และ AI Motion Photo Slo-Mo รวมถึงฟีเจอร์ใหม่ Popout

– AI Motion Photo Slo-Mo ช่วยแทรกเฟรมภาพด้วย AI เพื่อเปลี่ยนภาพ Motion Photo แบบธรรมดาให้กลายเป็นคลิปวิดีโอ Slow Motion ที่ลื่นไหลระดับภาพยนตร์ ยกระดับความทรงจำให้สวยงาม โดดเด่น และมีความเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น
– AI Motion Photo Eraser สามารถลบสิ่งที่รบกวนสายตาออกจากภาพ Motion Photo ได้อย่างแนบเนียน เพียงแค่แตะครั้งเดียว และที่สำคัญที่สุดคือฟีเจอร์นี้ไม่ได้ลบแค่ในภาพนิ่งเท่านั้น แต่ยังตามไปจัดการลบสิ่งที่ไม่ต้องการออกให้ทั้งในคลิปวิดีโอต้นฉบับด้วย
Popout มิติใหม่ของการตัดต่อภาพ

OPPO Reno15 Pro Max 5G และ OPPO Reno15 Pro 5G ได้รับฟีเจอร์ใหม่อย่าง Popout ซึ่งเป็นเครื่องมือตัดต่อภาพที่ใช้งานง่าย เพียงแค่เลือกรูปภาพ 2 หรือ 3 รูปจากแอปรูปภาพหลัก แล้วกดเลือก Collage จากนั้นกำหนดตัวแบบหลัก ไม่ว่าจะเป็นภาพพอร์ตเทรต สัตว์เลี้ยง หรือตัวการ์ตูน ตัวแบบนั้นก็จะลอยเด่นออกมาเหมือนหลุดออกจากกรอบภาพแบนๆ ทันที ช่วยให้ผู้ใช้งานสร้างสรรค์ผลงานที่ดูมีชีวิตชีวาได้อย่างง่ายดาย

ฟีเจอร์ Popout รองรับทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวแบบ AI Motion Photo สามารถเลือกรูปภาพได้สูงสุดถึง 9 รูป และรองรับภาพเคลื่อนไหว Motion Photo ความยาวรวมกันได้ประมาณ 10 วินาที

ตัวอย่างภาพถ่ายกล้องหน้า







ตัวอย่างภาพถ่ายกล้องหลัง



















ฟีเจอร์ AI

OPPO Reno15 Pro Max 5G และ OPPO Reno15 Pro 5G ทำงานบนพื้นฐานระบบปฏิบัติการ Android 16 ครอบทับด้วย ColorOS 16 ซึ่งมาพร้อมฟีเจอร์ AI มากมายอย่าง AI Mind Space ที่เป็นเหมือนผู้ช่วยส่วนตัวอัจฉริยะ คอยเก็บข้อมูลทุกอย่างที่สำคัญของผู้ใช้งานไว้ในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นบทความ รูปภาพ ประวัติการแชท หรือ ตารางนัดหมาย (สามารถเปิดใช้งานได้ที่ Settings > AI > AI Mind Space)


ฟีเจอร์ AI Mind Space ช่วยให้ผู้ใช้งาน OPPO Reno15 Series 5G รวบรวมข้อมูลสำคัญ ได้อย่างราบรื่น เพียงแค่ใช้สามนิ้วรูดขึ้นบนหน้าจอ ระบบก็จะบันทึกสิ่งที่ปรากฏอยู่ขณะนั้นลงในคลังส่วนตัวทันที โดยรองรับมากกว่า 30 ภาษา ซึ่งรวมถึงภาษาไทย, อังกฤษ, ฮินดี, อินโดนีเซีย, สเปน, ฝรั่งเศส, เยอรมัน, โปรตุเกส และ ญี่ปุ่น

นอกจากนี้ AI Mind Space ยังมีความฉลาดในการทำความเข้าใจเนื้อหาของผู้ใช้งาน ตัวอย่างเช่น เมื่อส่องกล้องไปที่โปสเตอร์คอนเสิร์ต ระบบจะดึงข้อมูลสำคัญอย่างวันที่และเวลาออกมาให้โดยอัตโนมัติ พร้อมแจ้งเตือนให้บันทึกลงในปฏิทินได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องถ่ายภาพเก็บไว้
Google Gemini

Gemini ถูกผสานรวมไว้ใน ColorOS 16 อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถสั่งการด้วยภาษาพูดที่เป็นธรรมชาติ สามารถขอให้ Gemini ช่วยจัดการงานต่างๆ ภายในแอปพลิเคชันพื้นฐานของตัวเครื่องได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นการตั้งค่านาฬิกา ปฏิทิน หรือโน้ต และยังสามารถให้คำตอบที่ปรับแต่งมาเพื่อผู้ใช้งานแต่ละคน โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่บันทึกไว้ใน AI Mind Space นอกจากนี้ ยังมาพร้อม Gemini Live ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลผ่านกล้องถ่ายรูปและสิ่งต่างๆ ที่ปรากฏบนหน้าจอสมาร์ตโฟน เพื่อให้คำแนะนำที่แม่นยำ และเข้าใจง่ายได้ในทันที
AI Assistant ผู้ช่วยส่วนตัว

ColorOS 16 ยังทำให้เจ้าของสมาร์ตโฟน OPPO Reno15 Series 5G ได้รับความสะดวกสบายสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันด้วยฟีเจอร์ AI มากมาย ที่ทำให้ OPPO Reno15 Pro Max 5G และ OPPO Reno15 Pro 5G กลายเป็นผู้ช่วยส่วนตัวอัจฉริยะ
- AI Call Summary ช่วยบันทึกการสนทนาทางโทรศัพท์โดยอัตโนมัติ พร้อมสรุปเนื้อหาสำคัญให้ชัดเจน
- AI Call Translator แปลบทสนทนาทางโทรศัพท์แบบเรียลไทม์ ช่วยก้าวข้ามขีดจำกัดด้านภาษาของทั้ง 2 ฝ่าย
- AI Translate เครื่องมือแปลภาษาที่ครอบคลุมการทำงานหลากหลายรูปแบบ ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถสื่อสารได้อย่างไร้พรมแดน
- AI VoiceScribe แสดงคำบรรยายสด และสรุปใจความสำคัญอย่างชาญฉลาด ทั้งการวิดีโอคอล ประชุมออนไลน์ รวมถึงการใช้งานผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ บนสมาร์ตโฟน
- AI Recording สามารถถอดข้อความได้อย่างแม่นยำ พร้อมสรุปใจความสำคัญโดยระบุตัวผู้พูดได้อย่างชัดเจน ทำให้การกลับมาทบทวนเนื้อหาการประชุมหรือการสัมภาษณ์เป็นเรื่องที่สะดวกและง่ายดายยิ่งขึ้น
ชิป MediaTek Dimensity 8450

OPPO Reno15 Pro Max 5G ตอบสนองการทำงานด้วยชิปประมวลผล MediaTek Dimensity 8450 ซึ่งผลิตด้วยเทคโนโลยี 4 นาโนเมตร บนสถาปัตยกรรม All Big Core ประกอบด้วย CPU แบบ Octa Core (1x Arm Cortex-A725 + 3x Arm Cortex-A725 + 4x Arm Cortex-A725) ความเร็วสัญญาณนาฬิกาสูงสุด 3.25GHz ให้ประสิทธิภาพด้าน Multi-core เพิ่มขึ้นถึง 41% ลดการใช้พลังงานสูงสุด 44% เมื่อเทียบกับชิปรุ่นก่อน


พร้อมด้วย GPU Mali-G720 แบบ 7-core ซึ่งมีจุดเด่นที่ลดการใช้พลังงาน 42rrr% และเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด 24% นอกจากนี้ ยังมี NPU 880 สำหรับจัดการด้าน AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมถึง 54% และประหยัดพลังงานมากกว่าเดิม 18%


ยกระดับประสบการณ์การเล่นเกม

OPPO Reno15 Pro Max 5G รวมถึง OPPO Reno15 Pro 5G ได้รับปรับปรุงประสบการณ์การเล่นเกมด้วยเทคโนโลยี AI HyperBoost 2.0 เอนจินพิเศษที่พัฒนาขึ้นมา เพื่อช่วยปรับแต่งประสิทธิภาพการเล่นเกม โดยใช้อัลกอริทึม AI ขั้นสูง ทำให้เฟรมเรตมีความเสถียร พร้อมควบคุมอุณหภูมิและจัดสรรทรัพยากรอย่างชาญฉลาด ทำให้การเล่นเกมลื่นไหล และเสถียรระดับ 120 เฟรมต่อวินาที สำหรับเกมยอดนิยมอย่าง Free Fire, Mobile Legends: Bang Bang และ PUBG โดยทำงานผ่าน 2 ฟีเจอร์หลัก ได้แก่ AI Adaptive Temperature Control และ AI Adaptive Frame Booster

– AI Adaptive Temperature Control ช่วยปรับการระบายความร้อนให้เหมาะสมกับเกม และการตั้งค่าในแต่ละรูปแบบอย่างชาญฉลาด เพื่อยืดเวลา และชะลอการสะสมความร้อนของตัวเครื่อง ทำให้ผู้ใช้งานยังคงสัมผัสประสบการณ์การเล่นเกมที่ลื่นไหลได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในขณะที่เครื่องเริ่มร้อนขึ้น

– AI Adaptive Frame Booster ใช้พลังการประมวลผลของ GPU ในการสร้างเฟรมภาพแทรกกลาง ซึ่งช่วยเพิ่มเฟรมเรตของเกมให้สูงขึ้นเป็นเท่าตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ภาพกราฟิกดูนุ่มนวลสบายตามากยิ่งขึ้น ในขณะที่ใช้พลังงานน้อยลง

นอกจากนี้ ยังมี AI LinkBoost 3.0 ช่วยให้การเชื่อมต่อกับเครือข่ายไร้สายมีความเร็วและเสถียรยิ่งขึ้น แม้ใช้งานอยู่ในบริเวณที่มีการใช้ Wi-Fi อย่างหนาแน่น หรืออยู่ในจุดที่สัญญาณมือถืออ่อน โดยระบบจะคอยตรวจสอบความเสถียรของเครือข่ายอยู่ตลอดเวลา เพื่อวิเคราะห์และสลับไปใช้สัญญาณที่เร็วที่สุดให้โดยอัตโนมัติ และเมื่อผู้ใช้งานต้องการอัปโหลดหรือแชร์ไฟล์ลงบนโซเชียลมีเดีย AI LinkBoost 3.0 ยังช่วยให้ส่งข้อมูลได้เร็วขึ้นกว่าสมาร์ตโฟนระดับเรือธงรุ่นอื่นๆ ถึง 73%

OPPO Reno15 Pro Max 5G และ OPPO Reno15 Pro 5G ยังมาพร้อมชิปเครือข่าย X1 รุ่นปรับแต่งพิเศษ ซึ่งเป็นการพัฒนาร่วมกับ MediaTek เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของ Wi-Fi โดยเฉพาะ โดยชิป X1 จะทำงานประสานกับระบบเสาสัญญาณที่ได้รับการอัปเกรดใหม่ ช่วยลดค่าความหน่วง (Latency) ในขณะเล่นเกมได้สูงสุดถึง 84% ทำให้การตอบสนองลื่นไหลไม่มีสะดุด

ชาร์จไว 80W SUPERVOOC ชาร์จไร้สาย 50W AIRVOOC
ถึงแม้จะมีดีไซน์บางเพียง 7.65 มิลลิเมตร แต่ OPPO Reno15 Pro Max 5G กลับมีความจุแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ถึง 6500mAh ใหญ่กว่าความจุ 6200mAh ของ OPPO Reno14 Pro 5G ที่เคยได้ชื่อว่าเป็นสมาร์ตโฟน OPPO Reno Series ที่มีความจุแบตเตอรี่สูงสุดเท่าที่เคยมีมา อีกทั้งยังสนับสนุนเทคโนโลยีชาร์จไว 80W SUPERVOOC ผ่านสาย USB-C และหัวชาร์จ ที่แถมมาให้ในกล่อง นอกจากนี้ ยังรองรับชาร์จไร้สาย 50W AIRVOOC ซึ่งไม่มีใน OPPO Reno15 Pro 5G
OPPO Reno15 Pro 5G

OPPO Reno15 Pro 5G ขนาดกะทัดรัดกว่า OPPO Reno15 Pro Max 5G พกพาสะดวก ทั้ง 2 รุ่นมีดีไซน์แทบจะเหมือนกันทุกประการ แตกต่างที่ขนาดจอแสดงผลที่เล็กกว่า ทำให้ตัวเครื่องมีขนาดเล็กกว่า พกพาได้สะดวกกว่า ขณะที่สเปกโดยรวมก็ถูกยกมาจาก OPPO Reno15 Pro Max 5G ทั้งระบบกล้อง ชิปประมวลผล เทคโนโลยีต่างๆ ไปจนถึงซอฟต์แวร์ก็ใช้เวอร์ชันเดียวกัน ทำให้ OPPO Reno15 Pro 5G และ OPPO Reno15 Pro Max 5G มอบประสบการณ์การใช้งานในระดับเดียวกัน
สเปก OPPO Reno15 Pro 5G

- จอแสดงผล AMOล้องหลัง 200MP Main + 50MP Telephoto + 50MP Ultra Wide Camera
- กล้องหน้า 50MP Selfie Camera
- ชิปประมวลผล MediaTek Dimensity 8450
- ความจำ RAM 12GB + ROM 256GB
- การเชื่อมต่อ 5G, Wi-Fi 6, Bluetooth 5.4, USB Type-C
- ระบบปฏิบัติการ ColorOS 16 บนพื้นฐาน Android 16
- มาตรฐานป้องกันฝุ่นและน้ำ IP66, IP68 และ IP69
- แบตเตอรี่ 6200mAh
- รองรับชาร์จเร็ว 80W SUPERVOOC
- มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ Aurora Blue และ Dusk Brown
จอแสดงผล AMOLED ขนาด 6.32” รีเฟรช 120Hz

OPPO Reno15 Pro 5G มาพร้อมจอแสดงผล AMOLED ที่มีความลึกสี 10-bit (1.07 พันล้านสี) ความละเอียด 2640 x 1216 พิกเซล ขนาด 6.32 นิ้ว ความหนาแน่นของพิกเซล 460ppi (พิกเซลต่อนิ้ว) ให้อัตราการรีเฟรชสูงสุด 120Hz อัตราการตอบสนองการสัมผัสสูงสุด 240Hz (Touch Sampling Rate) และมีความสว่างสูงสุด 1800 นิต
กล้องหลักคมชัดพิเศษ 200MP

กล้องหลังของ OPPO Reno15 Pro 5G ใช้สเปกเดียวกับ OPPO Reno15 Pro Max 5G ประกอบด้วย กล้องหลักความละเอียดสูง 200 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 กล้องพอร์ตเทรต หรือ กล้อง Telephoto ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.8 ซูมออปติคัล 3.5 เท่า และกล้อง Ultra Wide ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 ให้มุมมองภาพ 116 องศา

นอกจากใช้โมดูลกล้องชุดเดียวกัน OPPO Reno15 Pro 5G ยังทำงานบนซอฟต์แวร์เวอร์ชันเดียวกันกับ OPPO Reno15 Pro Max 5G ทำให้มีประสบการณ์การถ่ายภาพแบบเดียวกัน รวมถึงการบันทึกวิดีโอสูงสุด 4K ที่ 60 เฟรมต่อวินาที
กล้องเซลฟี่มุมกว้างพิเศษ 50MP
เช่นเดียวกับกล้องหลัง OPPO Reno15 Pro 5G ก็ใช้กล้องหน้า 50 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 แบบเดียวกับ OPPO Reno15 Pro Max 5G ซึ่งมีเป็นกล้องหน้าที่ให้มุมมองกว้างพิเศษ 100 องศา กว้างที่สุดในอุตสาหกรรม ด้วยระยะ 0.6x และสามารถถ่ายวิดีโอได้สูงสุด 4K ที่ 60 เฟรมต่อวินาที เหมาะสำหรับผู้ใช้งานที่เป็นสาย Vlog




ขุมพลังเดียวกับ OPPO Reno15 Pro Max 5G

ด้านประสิทธิภาพ OPPO Reno15 Pro 5G ใช้ชิปประมวลผล MediaTek Dimensity 8450 ขุมพลังเดียวกับ OPPO Reno15 Pro Max 5G แตกต่างที่ขนาดความจำ โดย OPPO Reno15 Pro 5G มีความจำ RAM 12GB จับคู่กับ ROM 256GB ขณะที่ OPPO Reno15 Pro Max 5G ได้รับ RAM 12GB จับคู่กับ ROM 512GB

OPPO Reno15 Pro 5G ให้อายุการใช้งานแบตเตอรี่ยาวนานด้วยความจุ 6200mAh พร้อมรองรับเทคโนโลยีชาร์จไว 80W SUPERVOOC แต่ไม่สนับสนุนการชาร์จไร้สาย
สรุปราคาและการจำหน่าย

OPPO Reno15 Pro 5G และ OPPO Reno15 Pro Max 5G มีจุดเด่นเหมือนกันเกือบทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ที่หรูหราพรีเมียมที่สุดในกลุ่ม OPPO Reno15 Series 5G โดดเด่นที่การถ่ายภาพจากกล้องหลังความละเอียดสูงทั้ง 3 ตัว โดยเฉพาะกล้องหลัก 200 ล้านพิกเซล กล้องพอร์ตเทรตซูม 3.5x และยังมีกล้องหน้า 50 ล้านพิกเซล ที่ให้มุมมองกว้างพิเศษที่ระยะ 0.6x ตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่รักการถ่ายภาพอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการถ่ายภาพพอร์ตเทรต ไปจนถึงการถ่ายวิดีโอของสาย Vlog

นอกจากนี้ OPPO Reno15 Pro 5G และ OPPO Reno15 Pro Max 5G ยังทำงานบนซอฟต์แวร์เวอร์ชันล่าสุด ColorOS 16 ที่อัดแน่นไปด้วยฟีเจอร์ AI พร้อมแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ ให้อายุการใช้งานยาวนาน แถมชาร์จเต็ม 100% ได้อย่างรวดเร็วด้วยการชาร์จ 80W SUPERVOOC สรุปแล้ว OPPO Reno15 Series 5G ทั้ง 2 รุ่นนี้ ถูกสร้างมาสำหรับผู้ใช้งานที่มองหาสมาร์ตโฟนระดับเรือธงรุ่นใหม่ ที่มีราคาที่เข้าถึงได้ง่าย หากเน้นพกพาสะดวก สามารถเลือก OPPO Reno15 Pro 5G ได้เลย แต่ถ้าเน้นประสบการณ์การรับชมบนหน้าจอที่ใหญ่กว่า OPPO Reno15 Pro Max 5G เป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์






