Apple เปิดตัว AirTag รุ่นใหม่อย่างทางการแล้ว หลังจากเว้นระยะห่างจากรุ่นแรกนานถึง 5 ปี โดย AirTag รุ่นที่ 2 ยังดูคล้ายกับรุ่นแรก และมีฟังก์ชันการทำงานแบบเดียวกัน แต่ก็ยังมีข้อแตกต่างบางประการที่ควรทราบ

1) ใช้ชิป Ultra Wideband รุ่นที่ 2
2) มีระยะไกลขึ้น ด้วยการอัปเกรดชิป Ultra Wideband ทำให้ฟังก์ชัน Precision Finding สามารถใช้งานได้ในระยะไกลกว่าเดิมถึง 1.5 เท่า (Precision Finding ช่วยให้ระบุตำแหน่งของ AirTag ได้อย่างแม่นยำมากขึ้นในพื้นที่ภายในอาคาร และสามารถนำทางผู้ใช้ไปยัง AirTag ได้โดยตรง ด้วยอุปกรณ์ที่รองรับ)
3) Precision Finding บน Apple Watch (ก่อนหน้านี้ฟังก์ชัน Precision Finding มีเฉพาะใน iPhone เท่านั้น แต่ตอนนี้รองรับการใช้งานบน Apple Watch Series 9 หรือรุ่นใหม่กว่า รวมถึง Apple Watch Ultra 2 หรือรุ่นใหม่กว่า)
4) ลำโพงของ AirTag 2 มีเสียงดังขึ้น 50 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับ AirTag รุ่นแรก
5) การเชื่อมต่อ Bluetooth เวอร์ชันใหม่กว่า ซึ่งมีระยะการใช้งานเพิ่มขึ้น
6) AirTag 2 ได้รับการออกแบบภายในใหม่ โดยมีข่าวลือว่า การออกแบบใหม่ทำให้การแกะ AirTag เพื่อถอดลำโพงทำได้ยากขึ้น แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ จนกว่าเครื่องจริงจะวางจำหน่ายและมีการชำแหละส่วนประกอบให้เห็นภายใน
7) AirTag 2 มีน้ำหนัก 11.8 กรัม ซึ่งเพิ่มขึ้น 7 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับ AirTag รุ่นแรก
8) ข้อความด้านหลังของ AirTag 2 เป็นตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด ช่วยให้แยกความแตกต่างจาก AirTag รุ่นแรก ได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ข้อความยังระบุถึงมาตรฐานป้องกันน้ำและฝุ่นระดับ IP67 รวมถึงการรองรับ NFC และ Find My ซึ่งไม่ได้ระบุไว้ที่ด้านหลังของ AirTag รุ่นแรก
9) หน้าผลิตภัณฑ์ของ Apple เกี่ยวกับ AirTag 2 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าอุปกรณ์นี้ใช้สำหรับติดตามวัตถุ ไม่ใช่คนหรือสัตว์เลี้ยง
10) วิธีรีเซ็ต AirTag 2 ต้องถอดแบตเตอรี่ออก แล้วทิ้งไว้อย่างน้อย 5 วินาที ก่อนจะใส่แบตเตอรี่กลับเข้าไปใหม่ โดยต้องทำซ้ำขั้นตอนนี้ 4 ครั้ง Apple ระบุว่าอาจใช้เวลาถึง 12 วินาที จึงจะได้ยินเสียงสุดท้าย ขณะที่ AirTag รุ่นแรก ไม่จำเป็นต้องรอหลังจากถอดแบตเตอรี่ก่อนใส่กลับเข้าไปใหม่
11) AirTag 2 ต้องการซอฟต์แวร์ Apple เวอร์ล่าสุด หมายความว่าไม่สามารถใช้งานได้กับอุปกรณ์ที่รองรับ iOS 26 (ถ้าหากต้องการใช้ AirTag 2 จะต้องอัปเดตอุปกรณ์เป็น iOS 26.2.1)
ทั้งนี้ AirTag 2 ยังคงวางจำหน่ายในราคาเดิม ชิ้นละ 990 บาท หรือซื้อแบบแพ็ค 4 ชิ้น ในราคา 3,290 บาท
ที่มา – MacRumors






