คาดว่า Apple จะเปิดตัว iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max ในช่วงครึ่งแรกของเดือนกันยายนนี้ โดยข่าวลือล่าสุดอ้างว่า จะมาพร้อม 10 ฟีเจอร์ใหม่ ดังนี้…

สีสันใหม่
iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max ถูกลือว่าจะมีให้เลือกสี 4 ได้แก่ Light Blue, Dark Gray, Silver และมีไฮไลท์ที่สี Dark Cherry ซึ่งจะมาแทนที่สี Cosmic Orange ขณะที่สี Deep Blue จะหายไป
Dynamic Island มีขนาดเล็กลง
ดูเหมือนว่าแผงหน้าจอของ iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เมื่อเทียบกับ iPhone 17 Pro ในปัจจุบัน ยกเว้นช่องเจาะรูปแคปซูลสำหรับ Dynamic Island ที่มีขนาดเล็กลง
ตามรายงานของ Ice Universe แหล่งข่าวที่วางใจได้ อ้างว่าช่องเจาะ Dynamic Island บน iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max จะแคบลงกว่าเดิม โดยมีความกว้าง 13.49 มิลลิเมตร ลดลงจากเดิมที่มีขนาด 20.76 มิลลิเมตร หรือลดลงประมาณ 35%
อัปเกรดจอแสดงผล
มีรายงานว่า iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max จะใช้เทคโนโลยีจอแสดงผล LTPO+ ซึ่งประหยัดพลังงานมากกว่า เทคโนโลยี LTPO ที่ใช้กับ iPhone 17 Series
จอแสดงผล LPTO+ สามารถควบคุมการปล่อยแสงของ OLED ได้ละเอียดขึ้น ทำให้จอแสดงผลสามารถปรับการทำงานให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมได้ และอาจช่วยยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ได้นานขึ้น
นอกจากนี้ จอแสดงผล LTPO+ ยังช่วยให้ Apple สามารถติดตั้งเทคโนโลยีอินฟราเรดที่ใช้สำหรับ Face ID ไว้ใต้จอแสดงผลได้อีกด้วย รวมถึงสามารถติดตั้งกล้องหน้าไว้ใต้หน้าจอ โดยไม่ลดทอนคุณภาพ ซึ่งอาจเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ Dynamic Island บน iPhone 18 Pro มีขนาดเล็กลง

รูรับแสงแบบปรับได้
กล้องหลักของ iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max ถูกลือว่าจะมีฟังก์ชันปรับรูรับแสงได้ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีปรับรูรับแสงโดยอัตโนมัติ เพื่อควบคุมปริมาณแสง ช่วยให้กล้องสามารถปรับขนาดรูรับแสงได้ตามสภาวะแสงที่แตกต่างกัน โดยการปรับช่องเปิดเลนส์ เพื่อให้แสงเข้าสู่เซ็นเซอร์มากขึ้นหรือน้อยลง และเมื่อนำมาใช้กับ iPhone รุ่นใหม่ จะทำให้ภาพถ่ายมีคุณภาพดีขึ้นในการตั้งค่าแสงน้อย และควบคุมระยะชัดลึกได้มากขึ้น
ชิป A20 Pro
คาดว่าชิป A20 Pro ของ Apple จะใช้กระบวนการผลิต 2 นาโนเมตร รุ่นแรกของ TSMC และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ ทำให้ชิป A20 Pro มีประสิทธิภาพและประหยัดพลังงานดีขึ้น เมื่อเทียบกับชิป A19 Pro ที่ใช้กระบวนการ 3 นาโนเมตร
โมเด็ม C2
Apple เริ่มใช้โมเด็มที่ออกแบบเองตั้งแต่ iPhone 16e ที่มีโมเด็ม C1 ตามมาด้วย C1X ใน iPhone Air โดยโมเด็ม C1X เร็วกว่าโมเด็ม C1 ถึง 2 เท่า อีกทั้งยังช่วยประหยัดพลังงานได้อย่างดี ดังนั้น โมเด็ม C2 ใน iPhone 18 Pro จะได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นไปอีก ในแง่ของการเชื่อมต่อเครือข่ายมือถือ
อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม 5G
iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max อาจรองรับการเชื่อมต่อผ่านดาวเทียม 5G อย่างเต็มรูปแบบ
iPhone ในปัจจุบันจะมีฟีเจอร์ SOS ฉุกเฉินผ่านดาวเทียม ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถติดต่อหน่วยบริการฉุกเฉินได้ เมื่ออยู่ในพื้นที่ไร้สัญญาณเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ แต่ทำได้เพียงการส่งข้อความเท่านั้น และยังไม่รองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
ชิปเครือข่ายไร้สาย N2
iPhone 17 และ iPhone Air ในปัจจุบัน ได้รับชิปเครือข่ายไร้สาย N1 ที่ออกแบบโดย Apple ทำให้รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 7, Bluetooth 6 และ Thread พร้อมปรับปรุงประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือโดยรวมของฟีเจอร์ต่างๆ เช่น Personal Hotspot และ AirDrop คาดว่า iPhone 18 Pro จะได้รับการอัปเกรดด้วยชิป N2 เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการเชื่อมต่อ Wi-Fi, Bluetooth และ Thread

Camera Control
ปุ่ม Camera Control ของ iPhone 18 Pro จะได้รับการออกแบบใหม่ เน้นการควบคุมแบบไวต่อแรงกด แทนการปัดนิ้ว
แหล่งข่าวในจีนอ้างว่า iPhone 18 Series ยังคงมีปุ่ม Camera Control มาให้ใช้งานเหมือนเดิม แต่จะถูกลดความซับซ้อนของส่วนประกอบเพื่อลดต้นทุน ด้วยการถอดเซ็นเซอร์แบบคาปาซิทีฟออกจากดีไซน์เซ็นเซอร์คู่แบบเดิม และใช้เซ็นเซอร์รับแรงกดเพียงอย่างเดียว
iPhone 16 Series ที่เปิดตัวในปีที่แล้ว เป็น iPhone รุ่นแรกที่มาพร้อมปุ่ม Camera Control ซึ่งใช้ทั้งเซ็นเซอร์แบบคาปาซิทีฟและเซ็นเซอร์รับแรงกดใต้พื้นผิวคริสตัลแซฟไฟร์ โดยชั้นคาปาซิทีฟจะตรวจจับท่าทางสัมผัส ในขณะที่เซ็นเซอร์รับแรงกด จะตรวจจับระดับแรงกดที่แตกต่างกัน สำหรับการแตะ การกด และการปัด
ทั้งนี้ โซลูชันของปุ่ม Camera Control ในปัจจุบันมีต้นทุนสูงมาก และทำให้เกิดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมหลังการขายที่สูงขึ้นตามไปด้วย จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Apple ต้องเปลี่ยนแปลงส่วนประกอบของปุ่มดังกล่าว
Ceramic Shield ด้านหลังแบบใหม่
iPhone 18 Pro ถูกลือว่า ยังคงใช้ดีไซน์ส่วนใหญ่เหมือนกับ iPhone 17 Pro โดยเฉพาะระบบกล้องหลังจะเหมือนกับรุ่นปัจจุบัน ขนาดหน้าจอก็คาดว่าจะไม่เปลี่ยนแปลง โดย iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max จะยังคงใช้หน้าจอขนาด 6.3 นิ้ว และ 6.9 นิ้ว ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม iPhone รุ่น Pro ในปีนี้ อาจจะเปลี่ยนดีไซน์ฝาหลังแบบทูโทนที่พบใน iPhone 17 Pro มาเป็นดีไซน์ที่ดูเรียบเนียนกว่า และดูเหมือนว่า Apple ได้อัปเดตกระบวนการ “เปลี่ยนกระจก” ด้านหลัง เพื่อลดความแตกต่างของสีระหว่างกระจก Ceramic Shield 2 กับกรอบอะลูมิเนียม ทำให้ดูเป็นเนื้อเดียวกันมากขึ้น
ที่มา – MacRumors






