Apple กำลังเผชิญกับปัญหาใหญ่ เนื่องจาก MacBook Neo ขายดีเกินความคาดหมายไปมาก จนอาจส่งผลให้บริษัทฯ เสี่ยงต่อการสูญเสียกำไรมหาศาล หากยังดำเนินการผลิตต่อไป

Ben Thompson นักวิเคราะห์ของ Stratechery เผยว่า ชิป A18 Pro ที่ใช้เป็นขุมพลังให้กับ MacBook Neo ไม่ได้เป็นชิปที่ผลิตใหม่ แต่เป็นชิปที่เหลือจากการผลิตล็อตแรก ซึ่งชิปเหล่านี้อาจถูกทิ้งไป หากไม่มีการเปิดตัว MacBook Neo
หมายความว่า Apple แทบไม่เสียต้นทุนในการนำชิป A18 Pro มาใช้กับ MacBook Neo แต่ทว่าแล็ปท็อปรุ่นนี้กลับขายดีเกินคาด จนอาจทำให้ชิป A18 Pro หมดก่อนที่ความต้องการจะได้รับการตอบสนอง
การปล่อยให้ความต้องการทั้งหมดสูญเปล่า เป็นเรื่องที่เจ็บปวดสำหรับผู้บริหารของ Apple แต่การกลับไปผลิตชิป A18 Pro อีกครั้ง อาจเสี่ยงต่อการสูญเสียกำไรมหาศาลที่ Apple เคยได้รับจากการผลิตอุปกรณ์ที่ใช้ชิป “แทบจะเป็นของฟรี”

Tim Culpan นักข่าวสายเทคโนโลยีในไทเป ให้ความเห็นว่า Apple อาจแก้ปัญหาด้วยการขอให้ TSMC จัดหาชิป A18 Pro จำนวนหนึ่ง โดยจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมเพื่อแซงคิว ซึ่งแน่นอนว่าจะทำให้กำไรของ MacBook Neo ลดลง หรืออีกทางเลือกหนึ่งคือ Apple อาจจะนำเวเฟอร์ที่จัดสรรไว้สำหรับอุปกรณ์อื่นๆ มาใช้ แต่ต้นทุนก็ยังคงสูงกว่าที่จ่ายไปสำหรับเวเฟอร์ A18 Pro ชุดแรก
นอกจากชิป A18 Pro การผลิต MacBook Neo ยังมีต้นทุนอื่นๆ อีก เช่น อะลูมิเนียม รวมถึงหน่วยความจำ DRAM และ NAND ซึ่งต้นทุนกำลังสูงขึ้น ถึงแม้ Apple จะมีอำนาจต่อรองในระดับหนึ่งที่จะได้อะลูมิเนียมและหน่วยความจำในราคาที่ต่ำกว่าอุตสาหกรรมส่วนใหญ่
Tim Culpan วิเคราะห์ว่า ถ้าหาก Apple ยังคงสั่งซื้อใหม่ โดยขอเวเฟอร์ A18 Pro จาก TSMC จำนวน 10,000 ถึง 30,000 แผ่น ซึ่งจะได้ชิปประมาณ 2.3 ล้านถึง 7 ล้านชิ้น อาจทำให้ MacBook Neo มีราคาขายปลีกเพิ่มขึ้น และยังจำเป็นต้องปิดการใช้งาน GPU ให้เหลือ 5-core เพื่อให้ประสิทธิภาพเท่าเทียมกัน นอกจากจะเปิดใช้ GPU เป็น 6-core และเรียกว่า MacBook Neo Ultra
นอกจากนี้ Apple ยังมีอีกทางเลือกในการทำตลาด MacBook Neo ต่อไปโดยสูญเสียกำไรน้อยที่สุด นั่นคือ ยกเลิกรุ่น 256GB และวางจำหน่ายเฉพาะรุ่น 512GB วิธีนี้อาจไม่ได้แก้ปัญหาการลดลงของกำไรทั้งหมด แต่ก็อาจช่วยบรรเทาได้
รายงานฉบับเดียวกัน ยังเผยว่า Apple กำลังวางแผนสำหรับ MacBook Neo รุ่นใหม่ ในปีหน้า โดยใช้ชิป A19 Pro โดยตั้งเป้าการผลิตในล็อตแรกไว้ประมาณ 5 ถึง 6 ล้านเครื่อง
ที่มา – Tim Culpan






