Nothing เปิดตัวสมาร์ตโฟน Phone (4b) ควบคู่กับหูฟังไร้สาย Ear (3a) ซึ่งทีมงาน @flashfly นำเสนอรีวิวไปก่อนหน้านี้ ก่อนจะถึงคิวของ Phone (4b) ที่มีดีไซน์โปร่งใสอันเป็นเอกลักษณ์ของ Nothing เช่นเดียวกัน โดดเด่นด้วยอินเทอร์เฟซใหม่ Glyph Bar แถบไฟ LED แนวตั้ง แบบเดียวกับที่พบใน Phone (4a) ขณะที่งานประกอบตัวเครื่องก็มีความพรีเมียม ทนทาน ป้องกันน้ำในระดับ IP64 มาพร้อมกล้องคู่หลัง 50MP ที่มีระบบกันสั่น OIS แบตเตอรี่ความจุ 5200mAh และจอแสดงผลขนาดใหญ่ 6.77 นิ้ว

สเปก Nothing Phone (4b)

- จอแสดงผล AMOLED ขนาด 6.77 นิ้ว อัตรารีเฟรชสูงสุด 120Hz
- กล้องหลัง 50MP Main Camera + 8MP Ultra Wide Camera
- กล้องหน้า 16MP Selfie Camera
- ชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 6 Gen 4
- ความจำ RAM 8GB (LPDDR4x) + ROM 128GB (UFS2.2)
- การเชื่อมต่อ 5G, Wi-Fi 6, Bluetooth 6.0, NFC, USB Type-C, OTG
- เทคโนโลยีระบุตำแหน่ง GPS (L1), GLONASS (G1), BDS (B1I), GALILEO (E1), QZSS (L1)
- เซ็นเซอร์ Accelerometer, Proximity, Ambient Light Sensor, E-compass, Gyroscope
- เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอแบบออปติคัล (In-Display Fingerprint Sensor)
- ลำโพงสเตอริโอ, ไมโครโฟน 2 ตัว
- ระบบปฏิบัติการ Nothing OS 4.1 บนพื้นฐาน Android 16
- มาตรฐานทนน้ำทนฝุ่น IP64
- แบตเตอรี่ 5200mAh
- รองรับชาร์จเร็วผ่านสายสูงสุด 33W
- ชาร์จแบบย้อนกลับ (Reverse Charging) ผ่านสายสูงสุด 7.5W
- ขนาดตัวเครื่อง 164.4 x 78.2 x 8.6 มิลลิเมตร
- น้ำหนัก 210 กรัม
แกะกล่อง

Nothing Phone (4b) จัดส่งมาในกล่องรักษ์โลก โดยวัสดุบรรจุภัณฑ์เกือบทั้งหมด (มากกว่า 99%) ปราศจากพลาสติก ภายในกล่องแถมเคสมาให้ 1 อัน, สายเคเบิล USB-C to USB-C (ยาว 1 เมตร), เข็มจิ้มถาดซิมการ์ด, คู่มือความปลอดภัยและบัตรรับประกันสินค้า ไม่มี Power Adapter หรือ หัวชาร์จ มาให้ในกล่อง แต่ติดฟิล์มกันรอยหน้าจอมาให้แล้ว ก็ถือว่าพร้อมใช้งานได้ทันทีตั้งแต่แกะกล่อง

ดีไซน์จากลอนดอน เห็นแล้วต้องว้าวววว

Nothing Phone (4b) ถูกสร้างมาภายใต้แนวคิดที่ว่า “ดีไซน์ควรทำให้เทคโนโลยีดูเข้าถึงง่าย มีบุคลิก และสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ” ทำให้ทุกองค์ประกอบของสมาร์ตโฟนรุ่นนี้ ได้รับการดูแลอย่างดีจากทีมออกแบบของ Nothing ในกรุงลอนดอน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความสวยงาม ความเรียบง่าย และการใช้งานจริง

Nothing Phone (4b) ผลิตออกมาให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีขาว, สีดำ และ สีฟ้า โดยสีฟ้า สามารถสั่งซื้อได้เฉพาะช่องทางออนไลน์บนเว็บไซต์ทางการของ Nothing ส่วนเครื่องที่ทีมงาน @flashfly ได้รับมารีวิว เป็นสีขาว แบบเดียวกับรูปภาพบนกล่อง

ดีไซน์โดยรวมของ Nothing Phone (4b) มีความโดดเด่นที่น่าสนใจอยู่ 2 อย่าง เริ่มจาก ดีไซน์โปร่งใสอันเป็นเอกลักษณ์ของ Nothing และ อินเทอร์เฟซแสงรูปแบบใหม่ ที่เรียกว่า Glyph Bar เป็นแถบไฟ LED ที่อยู่ภายในกรอบของกล้องหลัง
งานประกอบตัวเครื่องของ Nothing Phone (4b) ยังมีความประณีต แข็งแรง และพรีเมียม โดยใช้โครงสร้าง Unibody ที่เชื่อมต่อฝาหลังและกรอบอย่างไร้รอยต่อ ให้ความแข็งแรงและจับถือได้อย่างมั่นคง ผสานกับวัสดุ TPU (Crystal-clear Soft Polymer) เพื่อให้สัมผัสเรียบลื่น สบายมือ น้ำหนักเบา

ด้านหน้ามาพร้อมจอแสดงผล AMOLED ขนาด 6.77 นิ้ว ติดตั้งกล้องหน้าไว้ในช่องเจาะวงกลม และยังซ่อนเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือไว้ใต้หน้าจอ
กล้องคู่หลัง พร้อมแฟลช LED และเซ็นเซอร์วัดแสง รวมถึง Glyph Bar ติดตั้งไว้ในกรอบแบบโปร่งใส

ด้านข้างมีความบาง 8.6 มิลลิเมตร มีปุ่ม Essential Key สามารถกดสั้นๆ ครั้งเดียว เพื่อจับภาพหน้าจอ, กด 2 ครั้งติดกัน เพื่อเข้าถึง Essential Space หรือกดค้างไว้เพื่อบันทึกเสียง

อีกข้างวางปุ่มปรับระดับเสียง ไว้เหนือปุ่มพาวเวอร์ โดยปุ่มกดทั้ง 2 ข้าง ใช้สีดำ ตัดกับกรอบตัวเครื่องสีขาว

ด้านบนมีช่องลำโพงให้เสียงสเตอริโอ (ขับเสียงร่วมกับลำโพงด้านล่าง) และไมโครโฟนตัวที่ 2

ด้านล่างประกอบด้วยลำโพงตัวหลัก พอร์ตเชื่อมต่อ USB-C ไมโครโฟนตัวหลัก และ ถาดใส่ซิมการ์ด (รองรับ 2 ซิมการ์ด แบบนาโนซิม)

นอกจากนี้ ตัวเครื่องยังได้รับการเสริมความแข็งแรงในการบิดงอเพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน และได้รับมาตรฐานป้องกันฝุ่นและละอองน้ำระดับ IP64 ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจ
Glyph Bar อินเทอร์เฟซแสงรูปแบบใหม่


Glyph Bar ได้รับการพัฒนาต่อยอดจาก Phone (4a) ประกอบด้วยโซนไฟ Mini-LED สีขาว พร้อมไฟ Recording Light สีแดงสำหรับแสดงสถานะการบันทึก รวมทั้งหมด 45 ดวง ที่ให้ความสว่างประมาณ 3,500 nits สูงขึ้นถึง 40% เมื่อเทียบกับ Phone (3a)


Glyph Bar สามารถแสดงการแจ้งเตือน สถานะการบันทึก และยังทำหน้าที่เป็น Progress Tracker แสดงความคืบหน้าของกิจกรรมต่าง ๆ ที่ต้องการติดตามแบบเรียลไทม์ ทำให้ผู้ใช้งานมองเห็นได้ทันทีโดยไม่ต้องเปิดหน้าจอ เมื่อวางสมาร์ตโฟนคว่ำหน้าจอ ช่วยลดสิ่งรบกวน และสื่อสารกับผู้ใช้งานได้อย่างชาญฉลาด
กล้องหลังแบบคู่ พร้อม TrueLens Engine 4

Nothing Phone (4b) ได้รับกล้องหลัง 2 ตัว ประกอบด้วยกล้องหลัก และกล้อง Ultra Wide (วางอยู่บนกล้องหลัก) พร้อมแฟลช LED และข้างกันเป็นเซ็นเซอร์วัดแสงรอบทิศทาง 360 องศา ช่วยลดการกะพริบของหน้าจอ (Screen Flicker) ระหว่างการถ่ายภาพ พร้อมเพิ่มความแม่นยำในการตรวจจับสภาพแสงโดยรอบ

- กล้องหลัก 50 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 ใช้เซ็นเซอร์ Samsung ISOCELL JNS ขนาด 1/2.76” ระบบโฟกัส PDAF ระบบป้องกันภาพสั่นไหว OIS และ EIS
- กล้อง Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 เซ็นเซอร์ขนาด 1/4″ ให้มุมมองภาพ 119.5 องศา

แอปกล้องของ Nothing Phone (4b) รองรับโหมดถ่ายภาพ Action, Portrait, Photo, Video, Night, Slo-mo, Time-lapse, Panorama, Expert และ Dual-View Video

โหมด Photo รองรับการซูมตั้งแต่ระยะ 0.6x ซึ่งเป็นการเปิดใช้งานกล้อง Ultra Wide ตามด้วยระยะ 1x, 2x จนสูงสุด 10x เมื่อแตะที่ลูกศรชี้ลง (มุมบนขวา) จะพบกับฟีเจอร์การถ่ายภาพเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานแฟลช, ตั้งเวลาถ่ายภาพล่วงหน้า, HDR, การเปิดรับแสง, ฟิลเตอร์, Tuning (เครื่องมือปรับค่าสี), Motion photo, ความละเอียดภาพถ่าย, Grid, อัตราส่วนภาพ, ลายน้ำ และ ตั้งค่ากล้องอย่างละเอียด

โหมด Portrait รองรับการซูมที่ระยะ 1x, 2x สามารถปรับขนาดรูรับแสงเพื่อละลายฉากหลังได้ พร้อมเอฟเฟกต์โบเก้ 4 แบบ โหมด Action รองรับการซูมที่ระยะ 0.6x, 1x, 2x

โหมด Video รองรับการซูมที่ระยะ 0.6x, 1x, 2x จนสูงสุด 10x รองรับการบันทึกวิดีโอสูงสุด 4K ที่ 30 เฟรมต่อวินาที หรือ 1080p ที่ 60 เฟรมต่อวินาที รองรับ HDR ใส่ฟิลเตอร์ เพิ่มเติมได้ และมีฟีเจอร์ Tuning เครื่องมือขั้นสูงสำหรับปรับค่าสีและความคมชัด เมื่อเริ่มบันทึกไฟสีแดงของ Glyph Bar จะกะพริบ
TrueLens Engine 4

ฮาร์ดแวร์ที่เป็นโมดูลกล้องของ Nothing Phone (4b) ยังทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์ TrueLens Engine 4 ระบบประมวลผลภาพอัจฉริยะของ Nothing ผสานอัลกอริทึม AI รุ่นล่าสุด ช่วยยกระดับรูปภาพและวิดีโอให้มีคุณภาพมากขึ้น ด้วยรายละเอียดเงาที่คมชัดยิ่งขึ้น แสงไฮไลต์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ใกล้เคียงกับสิ่งที่สายตามองเห็นมากที่สุด นอกจากนี้ ยังมาพร้อม Camera Presets, Filters และ Nothing Gallery ที่ช่วยให้การสร้างสรรค์คอนเทนต์เป็นเรื่องง่าย

– Camera Presets สามารถปรับแต่งค่าการถ่ายภาพระดับมืออาชีพ สร้าง Preset ส่วนตัว พร้อมแชร์สไตล์การถ่ายภาพให้คนอื่นได้

– Filters ใหม่ ๆ เช่น Disco เอฟเฟกต์แสงแบบไดนามิกและโทนสีที่สดใสให้กับภาพถ่าย เพิ่มความสนุก มีชีวิตชีวา และความเคลื่อนไหวให้ทุกช็อต เหมาะสำหรับงานปาร์ตี้ ชีวิตยามค่ำคืน และช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยสีสัน และ Dv สร้างวิดีโอในสไตล์กล้องฟิล์มยุคคลาสสิก ด้วยโทนสี และพื้นผิวภาพแบบวินเทจ ถ่ายทอดบรรยากาศย้อนยุคให้ทุกวิดีโออย่างเป็นธรรมชาติ
– Nothing Gallery มาพร้อมเครื่องมือแก้ไขภาพที่ขับเคลื่อนด้วย AI เช่น AI Eraser
กล้องหน้า 16MP Selfie Camera

กล้องหน้าของ Nothing Phone (4b) มีความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ขนาดเซ็นเซอร์ 1/3″ รูรับแสง f/2.4 ให้มุมมองภาพ 81.8 องศา มาพร้อมโหมด Photo ที่สามารถปรับได้ 2 ระยะ 24mm และ 29mm สำหรับการถ่ายเซลฟี่แบบกลุ่มหรือคนเดียว และมีฟีเจอร์ Retouch ช่วยปรับใบหน้าให้ดูดีขึ้น

โหมด Portrait ใช้ได้กับกล้องหน้าเช่นกัน มีฟีเจอร์ Retouch แบบเดียวกับโหมด Photo สามารถปรับขนาดรูรับแสงเพื่อละลายฉากหลังได้ พร้อมเอฟเฟกต์โบเก้ 4 แบบ

โหมด Video ของกล้องหน้า สามารถบันทึกได้สูงสุด 1080p ที่ 60 เฟรมต่อวินาที รองรับ HDR และใส่ฟิลเตอร์เพิ่มเติมได้ นอกจากนี้ ยังมีโหมด Dual-View Video สามารถถ่ายวิดีโอด้วยกล้องหน้าและกล้องหลังในเฟรมเดียวกันได้ ถูกใจสาย VLOG
ใช้ชิปของ Qualcomm พร้อมระบบระบายความร้อน VC
ด้านประสิทธิภาพ Nothing Phone (4b) ใช้ชิปประมวลผล Snapdragon 6 Gen 4 ของ Qualcomm ซึ่งใช้กระบวนการผลิต 4 นาโนเมตร ประกอบด้วย CPU แบบ 8-core ความเร็วสูงสุด 2.3GHz ให้ประสิทธิภาพดีขึ้น 15% ขณะที่ GPU ได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพเร็วขึ้น 25% มาพร้อม On-device AI Engine ของ Qualcomm ช่วยยกระดับการประมวลผล AI ให้รวดเร็วและลื่นไหลยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหลายแอป การเล่นเกม การถ่ายภาพ หรือฟีเจอร์อัจฉริยะต่าง ๆ และให้ประสิทธิภาพด้าน AI เพิ่มขึ้นสูงสุด 240%

Nothing Phone (4b) ยังได้รับการเสริมประสิทธิภาพด้วยระบบระบายความร้อน Vapor Chamber ขนาด 4,400 ตารางมิลลิเมตร ช่วยกระจายความร้อนทั่วด้านหลังตัวเครื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับการทำงานและเล่นเกมเป็นเวลานานต่อเนื่อง สามารถทำคะแนนในการทดสอบจากแอป AnTuTu ได้มากกว่า 750,000 คะแนน


ด้วยขุมพลังและระบบระบายความร้อนใหม่ ส่งผลให้ Nothing Phone (4b) มีประสิทธิภาพเพียงพอสำหรับการเล่นเกมได้อย่างราบรื่นถึง 120 เฟรมต่อวินาที เช่นเกม Call of Duty Mobile และ RoV อีกทั้งยังมี Game Mode ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยให้การเล่นเกมลื่นไหลยิ่งขึ้น พร้อมลดสิ่งรบกวน และเพิ่มประสิทธิภาพของสมาร์ตโฟน
หน้าจอคมชัด + ลำโพงสเตอริโอ



Nothing Phone (4b) มาพร้อมจอแสดงผล AMOLED ที่มีความลึกสี 8-bit หรือ 16.7 ล้านสี ความละเอียด 1080 x 2344 พิกเซล ขนาด 6.77 นิ้ว ความหนาแน่นของพิกเซล 381 PPI (พิกเซลต่อนิ้ว) ให้อัตราส่วนคอนทราสต์ 1,000,000:1 มีความสว่างทั่วไป 600 นิต ความสว่างสูงสุด 1200 นิต ในโหมดกลางแจ้ง รองรับอัตรารีเฟรชแบบปรับอัตโนมัติสูงสุด 120Hz อัตราการตอบสนองต่อการกดของหน้าจอ 1000Hz ถนอมดวงตาด้วยเทคโนโลยีปรับลดแสง PWM (Pulse Width Modulation) ที่ความถี่สูงสุด 480Hz และได้รับการป้องกันหน้าจอด้วยกระจก Dragontail Pro Glass

นอกเหนือจากจอแสดงผลที่ให้สีสันสวยงามคมชัด ด้านคุณภาพเสียงของ Nothing Phone (4b) ก็ถือว่าทำได้ดี โดยมีลำโพง 2 ตัว ช่วยให้เสียงสเตอริโอ สามารถปรับระดับเสียงได้อย่างละเอียดและแม่นยำ รองรับการปรับระดับเสียงได้ถึง 160 ระดับ จึงปรับความดังของลำโพงได้อย่างนุ่มนวลทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะดูวิดีโอ ฟังเพลง เล่นเกม หรือ สนทนา
อายุการใช้งานแบตเตอรี่


Nothing Phone (4b) เป็นสมาร์ตโฟนของ Nothing ที่มีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ด้วยความจุ 5,200mAh สามารถใช้งานได้นานสูงสุดถึง 2 วัน ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง พร้อมรองรับชาร์จเร็ว 33W ผ่านสาย USB-C และสามารถชาร์จแบตเตอรี่ให้อุปกรณ์อื่นได้สูงสุด 7.5W

ที่สำคัญแบตเตอรี่ของ Nothing Phone (4b) สามารถรักษาความจุสูงสุดมากกว่า 90% แม้ผ่านการชาร์จไปแล้ว 1,200 รอบ จึงเป็นแบตเตอรี่ที่มีอายุการใช้งานยาวนานเทียบได้ประมาณ 3 ปี ที่สำคัญ ยังมาพร้อมเทคโนโลยี Safe Cell ช่วยเพิ่มความทนทานต่อแรงกระแทก และลดความเสี่ยงจากการเกิดเพลิงไหม้
Nothing OS 4.1



Nothing Phone (4b) ทำงานบนพื้นฐาน Android 16 ครอบทับด้วย Nothing OS 4.1 ซึ่งได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามความต้องการของผู้ใช้งานที่เสนอแนะ มาพร้อมฟีเจอร์ใหม่ และปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการบันทึกตั๋วดิจิทัล, นาฬิกาบนหน้าจอล็อกแบบใหม่, การป้องกันอาการ Burn-in, แอนิเมชันปลดล็อกด้วยลายนิ้วมือที่ลื่นไหลยิ่งขึ้น รวมถึงฟีเจอร์ที่รองรับข้อกำหนดด้าน Commercialization

Nothing OS 4.1 ยกระดับประสบการณ์ AI ด้วยชุดฟีเจอร์ Essential ที่ถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ แทนการสลับใช้งานหลายแอปในชีวิตประจำวัน สะท้อนแนวคิดของ Nothing ที่ต้องการให้ AI เป็นเครื่องมือที่ช่วยเสริมความคิดสร้างสรรค์และทำให้เทคโนโลยีใช้งานได้ง่ายในทุกวัน


เริ่มต้นจาก Essential Key ปุ่มทางลัดด้านข้าง สามารถกดเพื่อบันทึกภาพหน้าจอ เว็บไซต์ การโทร หรือ Voice Note ก่อนส่งต่อไปยัง Essential Space พื้นที่อัจฉริยะที่ใช้ AI ช่วยจัดเก็บ วิเคราะห์ และสรุปข้อมูลสำคัญให้ในที่เดียว


ขณะที่ Essential Search ช่วยค้นหาทั้งข้อมูลในเครื่องและคำตอบบนอินเทอร์เน็ตได้อย่างรวดเร็ว และยังมี Essential Memory คอยเรียนรู้และเชื่อมโยงข้อมูลที่เคยบันทึกไว้ เพื่อช่วยเรียกคืนสิ่งที่ผู้ใช้อาจหลงลืมได้อย่างเป็นธรรมชาติ


นอกจากนี้ Nothing OS 4.1 ยังมาพร้อม Essential Voice สามารถแปลงเสียงพูดเป็นข้อความที่เรียบเรียงอย่างเป็นธรรมชาติ รองรับการแปลภาษาแบบเรียลไทม์ รวมถึง Essential Apps, Essential Widgets และ Playground ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานสร้างเครื่องมือหรือ Widget ด้วย AI โดยไม่ต้องเขียนโค้ด พร้อมแบ่งปันไอเดียกับคอมมูนิตี้ของ Nothing ได้อย่างอิสระ


สรุปราคาและการจำหน่าย

เมื่อเทียบสเปกแล้ว ดูเหมือนว่า Nothing Phone (4b) ไม่ได้ถูกสร้างมาแทนที่ Nothing Phone (4a) แต่ถูกวางตำแหน่งไว้ตรงกลางระหว่าง Phone (4a) กับ Phone (4a) Pro เพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่เป็นคนรุ่นใหม่ และกำลังมองหาสมาร์ตโฟนที่มีดีไซน์โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร เรียกได้ว่าเห็นด้านหลังก็รู้ทันทีว่าเป็นสมาร์ตโฟนจาก Nothing โดยมีจุดเด่นที่อินเทอร์เฟซ Glyph Bar ซอฟต์แวร์เวอร์ชันใหม่ที่รองรับการใช้งานด้าน AI มาพร้อมจอแสดงผล AMOLED ขนาด 6.77 นิ้ว ให้อัตรารีเฟรชสูงสุด 120Hz และลำโพงคู่สเตอริโอ จึงตอบสนองการใช้งานด้านความบันเทิงได้อย่างดี และเอาใจคนรักการถ่ายภาพด้วยกล้องคู่หลัง 50MP สามารถถ่ายวิดีโอได้ระดับ 4K


ทั้งนี้ Nothing Phone (4b) มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีขาว, สีดำ และ สีฟ้า ราคา 13,999 บาท (RAM 8GB + ROM 128GB) พิเศษ!! เมื่อสั่งซื้อล่วงหน้าในระหว่างวันที่ 21 สิงหาคม ถึง 13 กันยายน 2569 จะได้สิทธิ์ รับประกันตัวเครื่องนาน 2 ปี ทุกช่องทางการจำหน่าย Nothing Official Store และตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการทั่วประเทศ






