นอกจากสมาร์ตโฟนเรือธง vivo X500 series ที่เปิดตัวเมื่อวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา vivo ยังถือโอกาสแนะนำ OriginOS 7 ซอฟต์แวร์เวอร์ชันใหม่ด้วย โดยมุ่งเน้นไปที่การอัปเกรดประสิทธิภาพและการทำงานด้าน Multitasking (การทำงานหลายอย่างพร้อมกัน)

OriginOS 7 มาพร้อม Origin Smooth Engine ที่ได้รับการอัปเกรดใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ด้วยการออกแบบกระบวนการคำนวณกราฟิกใหม่ รวมถึงการจัดการหน่วยความจำ และการจัดสรรทรัพยากรของระบบใหม่ ประกอบด้วยฟีเจอร์ Ultra-Core Computing, Memory Fusion และ Dual Rendering
ฟีเจอร์ Ultra-Core Computing สำหรับจัดสรรทรัพยากรการประมวลผลแบบไดนามิกตามความต้องการใช้งานจริง ช่วยรักษาความรวดเร็วในการตอบสนองระหว่างกิจกรรมที่ใช้ทรัพยากรสูง เช่น การเล่นเกม การทำงานหลายอย่างพร้อมกัน และการรับชมวิดีโอต่อเนื่องเป็นเวลานาน
vivo ระบุว่า OriginOS 7 ช่วยลดเวลาในการเปิดแอปพลิเคชันใหม่ได้ 10% และเพิ่มความเร็วในการสลับหน้าภายในแอปพลิเคชัน 11%
ฟีเจอร์ Memory Fusion ช่วยปรับปรุงการจัดสรรและการคืนพื้นที่หน่วยความจำ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการคืนพื้นที่หน่วยความจำได้ถึง 60% และเพิ่มพื้นที่จัดเก็บข้อมูลว่างได้สูงสุดถึง 25GB ในอุปกรณ์ที่มีความจุ 256GB
ฟีเจอร์ Dual Rendering นำเสนอระบบการเรนเดอร์ และการคอมไพล์เฟรมเวิร์กแบบใหม่ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรนเดอร์ขึ้น 14.4% ส่งผลให้ภาพเคลื่อนไหวมีความลื่นไหล และภาพกราฟิกมีความสวยงามคมชัดยิ่งขึ้น
การอัปเกรดต่างๆ ข้างต้น ช่วยขับเคลื่อน Origin Workbench ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถจัดการแอปพลิเคชันที่กำลังทำงานอยู่ได้สูงสุดถึง 5 แอป ในพื้นที่ทำงานเดียวกัน ผู้ใช้สามารถประสานงานต่างๆ เช่น การส่งออกไฟล์วิดีโอ การดูบันทึกย่อ และการส่งข้อความได้โดยไม่ต้องสลับหน้าจอไปมาระหว่างแอปพลิเคชันบ่อยครั้ง
vivo ระบุว่า OriginOS 7 ได้ผ่านการทดสอบความทนทานต่อการเสื่อมสภาพของระบบ เป็นระยะเวลา 72 เดือน โดย vivo ออกแบบระบบมาเพื่อคงความรวดเร็วในการตอบสนองได้ แม้ผ่านการใช้งานจริงในชีวิตประจำวันมานานถึง 6 ปี

OriginOS 7 ยังมาพร้อม Origin Animation ที่นำหลักการเคลื่อนไหวตามกฎฟิสิกส์มาประยุกต์ใช้กับการโต้ตอบใช้งานทั่วไป เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดูเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น ประกอบด้วยฟีเจอร์ ฟีเจอร์ Fluid Motion และ Seamless Interaction
ฟีเจอร์ Fluid Motion ช่วยให้องค์ประกอบต่างๆ ของอินเทอร์เฟซสามารถยืดหยุ่น ตอบสนอง และผสานรวมกันได้ตามการเคลื่อนไหวของนิ้วมือ ส่วน Spring Animation จะสร้างรูปแบบการเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกันทั้งในส่วนประกอบของระบบ แอปพลิเคชัน และองค์ประกอบภายในหน้าจอ
ฟีเจอร์ Seamless Interaction ยังช่วยปรับปรุงประสบการณ์การเลื่อนหน้าจอให้ดียิ่งขึ้น ทั้งในแอปพลิเคชันของระบบที่รองรับ และแอปพลิเคชันจากนักพัฒนาภายนอก ฟีเจอร์เหล่านี้รวมกันเพื่อช่วยให้การเปลี่ยนผ่านหน้าจอ และการโต้ตอบผ่านการสัมผัสมีความเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น
ที่สำคัญ OriginOS 7 ถูกพัฒนาเพื่อให้การทำงานข้ามแพลตฟอร์มกับอุปกรณ์ของ Apple สามารถเชื่อมต่อสมาร์ตโฟนของ vivo เข้ากับ iPad, Mac หรือ Windows PC ผ่าน vivo Office Kit ซึ่งรองรับฟีเจอร์ Handoff การซิงค์บันทึกข้อมูลแบบเรียลไทม์ และการถ่ายโอนไฟล์ข้ามหน้าจอ
เจ้าของสมาร์ตโฟนของ vivo ที่มี Apple Watch สามารถรับการแจ้งเตือนและซิงค์ข้อมูลการออกกำลังกายรวมถึงข้อมูลสุขภาพกับแอป Origin Health ได้ ส่วนผู้ใช้ AirPods สามารถตรวจสอบระดับแบตเตอรี่ผ่านฟีเจอร์ Origin Island และใช้งานระบบเสียง Spatial Audio ได้
OriginOS 7 ยังผสานรวม iCloud เข้ากับแอป File Manager ของ vivo ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเรียกดู อัปโหลด และดาวน์โหลดรูปภาพหรือไฟล์ที่จัดเก็บไว้ใน iCloud ได้โดยตรงภายในแอป
OriginOS 7 ยังมาพร้อม Jovi ผู้ช่วย AI ส่วนตัว ที่ออกแบบมาเพื่อจัดการขั้นตอนการทำงานระหว่างสมาร์ตโฟนและคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันผ่านทาง vivo Office Kit
Jovi สามารถดึงไฟล์จากคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่ออยู่ สรุปข้อมูล และส่งผลลัพธ์ไปยังสมาร์ตโฟนของผู้ใช้งานได้ อีกทั้งยังสามารถตั้งเวลาสำหรับงานที่ต้องทำเป็นประจำ เช่น การรวบรวมรายงานประจำสัปดาห์หรือการจัดระเบียบไฟล์ต่างๆ
vivo ให้ความสำคัญกับการที่ผู้ใช้สามารถควบคุมระบบและความโปร่งใสในการใช้งาน ผ่านระบบ Jovi Security ที่จะบันทึกการทำงานอัตโนมัติของระบบ และขอการยืนยันจากผู้ใช้ในขั้นตอนสำคัญต่างๆ
User Interface ของ OriginOS 7 ได้เพิ่มลูกเล่นสนุกๆ ด้วยธีมที่ตอบโต้ได้ เช่น Wiggle Theme สามารถเปลี่ยนภาพถ่ายให้เคลื่อนไหวและตอบสนองต่อการสัมผัส หรือ Glint Theme ใช้เซ็นเซอร์ Gyroscope เพื่อสร้างแสงและเงาที่สมจริงตามการเอียงตัวเครื่อง
OriginOS 7 ยังมีฟีเจอร์ Pet Pals เพิ่มเพื่อนคู่หูเสมือนจริงที่สามารถโต้ตอบและตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวของอุปกรณ์ สถานะการชาร์จ การเล่นเพลง และช่วงเวลาต่างๆ ของวัน
ฟีเจอร์ StickIt ช่วยให้ผู้ใช้สร้างภาพตัดปะแบบซ้อนเลเยอร์จากรูปภาพ และ Live Photos เพื่อนำไปใช้งานบนหน้าจอต่างๆ ที่รองรับ
ฟีเจอร์ Snap Note สามารถแปลงภาพถ่ายกระดานไวท์บอร์ด บันทึกที่เขียนด้วยลายมือ และสไลด์นำเสนอ ให้กลายเป็นเอกสารที่จัดรูปแบบแล้วและสามารถแก้ไขเนื้อหาได้ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานในชีวิตประจำวัน
ทั้งนี้ vivo เริ่มปล่อย OriginOS 7 Preview Program ออกมาแล้ว เมื่อวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา โดยรองรับสมาร์ตโฟน vivo X300 Pro และสมาร์ตโฟนแบรนด์ iQOO บางรุ่น ในอินเดีย มาเลเซีย และ ไทย ก่อนจะปล่อยเวอร์ชันเต็มให้ใช้งานบนสมาร์ตโฟน vivo X500 series รวมถึงอุปกรณ์รุ่นใหม่ในตระกูล X Fold และ V series
ที่มา – GadgetMatch






