ภาพยนตร์ Resident Evil ฉบับรีบูตของ Zach Cregger สร้างสถิติเปิดตัวด้วยรายได้สูงสุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์แฟรนไชส์นี้ที่มีมายาวนานถึง 24 ปี ซึ่งหลายฝ่ายคาดว่าภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว จะทำให้มีผู้เล่นเกม Resident Evil เพิ่มขึ้นตามไปด้วย แต่ข้อมูลจาก Alinea Analytics ชี้ให้เห็นว่าความเป็นจริงนั้นซับซ้อนกว่าที่คิด

หลังจากภาพยนตร์ Resident Evil เข้าฉายในโรงเมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา พบว่ารายได้ต่อวันของเกม Resident Evil Requiem บนแพลตฟอร์มหลักอย่าง PlayStation 5 กลับลดลง 4% โดยลดลงจากประมาณ 284,000 ดอลลาร์ เหลือ 271,000 ดอลลาร์
นับตั้งแต่เกม Resident Evil Requiem วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สามารถทำรายได้รวมทะลุ 500 ล้านดอลลาร์ ขึ้นแท่นเกม Resident Evil ที่ทำยอดถึงตัวเลขดังกล่าวได้เร็วที่สุด เหนือกว่าทุกภาคที่ผ่านมาในแฟรนไชส์เดียวกัน และนักวิเคราะห์คาดว่า Resident Evil Requiem จะสามารถทำรายได้แซงหน้า Resident Evil 4 ฉบับ Remake (600 ล้านดอลลาร์) ได้อย่างสบาย
PlayStation ยังคงเป็นแพลตฟอร์มหลักของ Resident Evil Requiem โดยคิดเป็นสัดส่วน 48.1% ของจำนวนผู้เล่น 8.5 ล้านคนที่ Alinea ติดตามข้อมูล ตามมาติดๆ ด้วย Steam ที่ 43.4% สำหรับยอดขายบน PlayStation 5 ที่มีมากกว่า 4 ล้านชุดนั้น พบว่าเป็นแบบแผ่น (physical) ถึง 30.8% หรือประมาณ 1.2 ล้านชุด
ภาพยนตร์ Resident Evil ของ Zach Cregger เปิดตัวทั่วโลกด้วยรายได้ 108.3 ล้านดอลลาร์ และปัจจุบันได้รับคะแนนสูงถึง 96% บนเว็บไซต์ Rotten Tomatoes ทำให้กลายเป็นภาพยนตร์สยองขวัญที่ได้รับคำวิจารณ์ดีที่สุดแห่งปี ผลกระทบต่อการมีส่วนร่วมของผู้เล่นนั้นเกิดขึ้นทันที โดยในสัปดาห์ถัดจากการเข้าฉายเมื่อวันที่ 18 กันยายน จำนวนผู้เล่นที่ใช้งานรายวัน เพิ่มขึ้นในทุกเกมของซีรีส์ Resident Evil
Resident Evil 2 มียอดขายที่พุ่งสูงขึ้นอย่างโดดเด่น เพราะเกมมีฉากหลังเป็นเมือง Raccoon City ในช่วงที่เกิดการระบาด ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกับที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ดำเนินเรื่องอยู่ ส่วน Resident Evil 4 แม้จะมีเปอร์เซ็นต์การเติบโตน้อยกว่า แต่กลับมียอดขายเพิ่มขึ้นในเชิงจำนวนสูงที่สุด ซึ่งปัจจัยหลักมาจากการลดราคาเหลือเพียง 10 ดอลลาร์บน Steam และทำให้การวิเคราะห์เป็นเรื่องยาก
การลดราคาเกมมักจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับการนำเกมไปดัดแปลงเป็นซีรีส์หรือภาพยนตร์ ทำให้แยกแยะได้ยากว่าคนซื้อเกมเพราะกระแสความนิยมจากสื่อเหล่านั้นหรือเพราะราคาเกมที่ถูกลง
กรณีของ Resident Evil ถือเป็นตัวอย่างที่เปรียบเทียบได้ชัดเจน เพราะ CAPCOM เริ่มลดราคาในวันที่ 10 กันยายน (8 วันก่อนที่ภาพยนตร์จะเข้าฉาย) ทำให้ Alinea สามารถเปรียบเทียบข้อมูลในช่วงราคาเดียวกันได้ 2 ช่วง คือช่วงลดราคาก่อนภาพยนตร์เข้าฉาย (10–17 กันยายน) และช่วงลดราคาหลังจากภาพยนตร์เข้าฉาย (19–24 กันยายน)
การลดราคาทำให้ยอดขายรายวันบนแพลตฟอร์ม PlayStation 5 เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว
- Resident Evil 2 เพิ่มขึ้นประมาณ 1.9 เท่า (ลดราคาจาก 39.99 ดอลลาร์ เหลือ 7.99 ดอลลาร์)
- Resident Evil 4 เพิ่มขึ้นประมาณ 1.9 เท่า (ลดราคาจาก 39.99 ดอลลาร์ เหลือ 9.99 ดอลลาร์)
- Resident Evil Requiem เพิ่มขึ้นประมาณ 1.8 เท่า (ลดราคาจาก 69.99 ดอลลาร์ เหลือ 48.99 ดอลลาร์)
เมื่อตัดปัจจัยเรื่องการลดราคาออกไป พบว่าภาพยนตร์ช่วยเพิ่มยอดขายบน PlayStation 5 ให้กับ Resident Evil 2 และ Resident Evil 4 ได้อีกราว 50% ถึง 65% ตามลำดับ แต่ส่งผลเพียงเล็กน้อยบน Steam โดยเพิ่มขึ้นแค่ 11% ถึง 14% เท่านั้น
ความเคลื่อนไหวส่วนใหญ่เกิดขึ้นบน PlayStation ยอดขาย Resident Evil 2 บน PlayStation 5 เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ขณะที่บน Steam เพิ่มขึ้นเพียง 16% ส่วน PlayStation 4 เพิ่มขึ้น 77% บน PS5 แต่ยอดขายบน Steam กลับนิ่งสนิท (0%)
แน่นอนว่าประเด็นสำคัญอยู่ที่ราคาที่ลดลงมาแล้ว ยอดขาย Resident Evil 2 ซึ่งได้รับอานิสงส์จากภาพยนตร์นั้นขายไปในราคาประมาณ 8–9 ดอลลาร์ ส่วน Resident Evil 4 ขายที่ราคา 10–13 ดอลลาร์ แม้รายได้บน PlayStation 5 ของทั้ง 2 เกม จะพุ่งสูงขึ้นถึง 80% และ 84% ตามลำดับ แต่ก็เป็นการเติบโตจากฐานราคาที่ต่ำมาก
Rhys Elliot จาก Alinea กล่าวว่า นี่เป็นเพียงยอดขายที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยในกลุ่มสินค้าราคาถูกพิเศษ ไม่ใช่การพุ่งขึ้นของความต้องการซื้อในราคาเต็ม ส่วนเกม Resident Evil Requiem ซึ่งเป็นเกมเดียวที่ยังคงวางจำหน่ายในราคาใกล้เคียงกับราคาเต็มนั้น มียอดขายเพิ่มขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ที่ภาพยนตร์เข้าฉายก็จริง แต่กลับทำรายได้ได้น้อยลง เนื่องจากปัจจัยหลักที่ช่วยกระตุ้นยอดขายคือการลดราคา ทั้งนี้ รายได้บนแพลตฟอร์ม Steam ที่ปรับตัวสูงขึ้น 14% นั้น เป็นผลมาจากการที่ Steam กลับมาตั้งราคาขายเต็มจำนวนอีกครั้งในวันที่ 21 กันยายนเท่านั้น
Rhys Elliot วิเคราะห์ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ช่วยปลุกกระแสความสนใจในกลุ่มแฟนเกมเจ้าเดิมมากกว่าที่จะดึงดูดผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามา โดยมีเหตุผลประกอบหลายประการ
ภาพยนตร์ของ Zach Cregger นำเสนอเนื้อเรื่องใหม่ที่เกี่ยวกับพนักงานขนส่งเวชภัณฑ์ ซึ่งบังเอิญเข้าไปพัวพันกับการระบาดของเชื้อไวรัสในเมือง Raccoon City แม้ตัวหนังจะอัดแน่นไปด้วย “Easter eggs” หรือรายละเอียดที่ซ่อนไว้เพื่อเอาใจแฟนเกม แต่กลับไม่มีตัวละครเอกหลักจากในเกมปรากฏตัวเลย ซึ่งถือเป็นความตั้งใจของผู้กำกับเอง
อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ทำให้ผู้ชมหน้าใหม่ที่เกิดความสนใจ ไม่รู้ว่าจะไปติดตามต่อที่จุดไหน เมื่อเทียบกับซีรีส์ The Last of Us ของ HBO ที่ถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้อย่างซื่อตรงต่อต้นฉบับ จนดึงดูดผู้ชมให้หันมาเล่นเกม หรือซีรีส์ Fallout ของ Amazon ที่ช่วยนำพาผู้ชมไปสู่คลังเกมมากมายที่มีฉากหลังเป็นโลกเดียวกัน
นักวิเคราะห์ยังชี้ให้เห็นว่าฐานผู้ชมภาพยนตร์สยองขวัญและเกมสยองขวัญนั้นมีความทับซ้อนกันสูงมากอยู่แล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเปรียบเสมือนการสื่อสารกับกลุ่มคนที่ชื่นชอบแนวนี้อยู่เดิมเป็นหลัก อีกทั้งตัว Zach Cregger เพิ่งสร้างชื่อจากผลงานเรื่อง Barbarian และ Weapons ก็ถือเป็นจุดขายที่ดึงดูดผู้ชมได้ด้วยตัวเองเช่นกัน
Rhys Elliot ยังมองเห็นโอกาสในการสร้างกระแสเชื่อมโยงจากภาพยนตร์ไปสู่เกม เนื่องจาก CAPCOM มีแผนวางจำหน่ายเกม Resident Evil Veronica ในปีหน้า โดยเนื้อหาในเกมจะดำเนินต่อจากเหตุการณ์ที่ Raccoon City เพียง 3 เดือน ดังนั้น การนำภาพยนตร์ Resident Evil ของ Zach Cregger ให้ชมลงบนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง ให้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่เกม Resident Evil Veronica กำลังจะวางจำหน่าย อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการผลักดันกลยุทธ์ข้ามสื่อของแฟรนไชส์ Resident Evil ได้อย่างแท้จริง
ที่มา – wccftech






