Apple รายงานผลประกอบการทางการเงินประจำไตรมาสที่ 4 ปีงบประมาณ 2026 (สิ้นสุดเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2026) ซึ่งบริษัทมีการเปิดตัวผลิตภัณฎ์ใหม่หลายรายการในช่วงไตรมาสดังกล่าว รวมถึงเปลี่ยนผู้นำคนใหม่จาก Tim Cook มาเป็น John Ternus

ช่วงไตรมาสดังกล่าว Apple มีรายได้ 1.145 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 12 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และมีกำไรสุทธิ 3.07 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นกำไรต่อหุ้นปรับลดอยู่ที่ 2.10 ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 14 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบรายปี โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 47.9 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งรวมถึงผลกระทบเชิงบวกประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ จากการคืนภาษีศุลกากร และรวมถึงผลกระทบเชิงบวก 0.05 ดอลลาร์สหรัฐ จากการคืนภาษีศุลกากร

“วันนี้ Apple ภูมิใจที่จะรายงานสถิติรายได้ใหม่ในรายไตรมาสเดือนกันยายนที่ 114.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 12 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยรายได้จาก iPhone ทำสถิติใหม่ของไตรมาสเดือนกันยายน และรายได้จาก Services แตะระดับสูงสุดตลอดกาล ปิดท้ายปีการเงินที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาของเรา” John Ternus CEO ของ Apple กล่าว “เรากำลังปิดท้ายปีด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ท้าทายที่สุดของเราเท่าที่เคยมีมา ซึ่งรวมถึง iPhone Duo ที่พลิกโฉม iPhone ไปมากกว่าครั้งไหนๆ ตั้งแต่ iPhone รุ่นแรก ควบคู่ไปกับ iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เราเคยมีมา เรายังเพิ่งเปิดตัวฮาร์ดแวร์เจเนอเรชันใหม่ทั้งหมดสำหรับบ้าน และนำ Touch มาสู่ Mac เป็นครั้งแรก เมื่อรวมกับ Siri AI แบบใหม่หมด ทั้งหมดนี้คือกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยมอย่างยิ่งสำหรับการก้าวเข้าสู่ช่วงเทศกาลวันหยุด”

Apple ทำสถิติใหม่ของไตรมาสเดือนกันยายนทั้งด้านรายได้สุทธิและกำไรต่อหุ้น ผลประกอบการไตรมาสเดือนกันยายนที่ทำสถิติใหม่ช่วยปิดท้ายปีการเงิน 2026 ที่แข็งแกร่ง ด้วยรายได้รวมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 479 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และการเติบโตของกำไรต่อหุ้นในระดับสองหลัก พร้อมสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงานได้ 28 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้สามารถคืนเงินให้แก่ผู้ถือหุ้นได้ 28 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
Kevan Parekh CFO ของ Apple กล่าวว่า “ฐานอุปกรณ์ที่มีการใช้งานอยู่ของเราทำสถิติสูงสุดตลอดกาลครั้งใหม่ในทุกหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์หลักและทุกภูมิภาค ซึ่งเป็นผลมาจากความพึงพอใจและความภักดีของลูกค้าในระดับสูงมาก”
นอกจากนี้ Apple ยังประกาศจ่ายเงินปันผลประจำไตรมาสที่หุ้นละ 0.27 ดอลลาร์ โดยจะจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นที่มีรายชื่อปรากฏในทะเบียน ณ วันที่ 12 พฤศจิกายน ในวันที่ 16 พฤศจิกายน
ที่มา – MacRumors






